วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569

คู่มือการดำรงตนอย่างมีความสุขของผู้สูงอายุในศตวรรษที่ 21

 

คู่มือการดำรงตนอย่างมีความสุขของผู้สูงอายุในศตวรรษที่ 21

ด้วยหลักสามัญญลักษณะ


สารบัญ

1.เรื่อง”สามัญญลักษณะ”

2.ธรรมะสำหรับผู้สูงอายุ โดย พุทธทาสภิกขุ

3.พุทธพจน์สำหรับผู้สูงอายุ โดย พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต) หรือ เอาเรื่อง “พุทธภาษิตเกี่ยวกับชีวิตตามหลักสามัญลักษณะ”(ยอดพระคาถาศักดิ์สิทธิ์)

4. บทสวดมนต์ที่แสดงไตรลักษณ์

4.1 ติลักขณาทิคาถา

4.2 บทพิจารณาตนเองในไตรลักษณ์

4.3 สังเวคปริกิตตนปาฐะ


-----------------------------------------------------------

 คู่มือการดำรงตนอย่างมีความสุขของผู้สูงอายุในศตวรรษที่ 21

ด้วยหลักสามัญญลักษณะ

    เรื่องที่ควรทราบอีกเรื่องหนึ่ง ในฐานะที่เป็นทฤษฎีทั่วๆ ไป เกี่ยวกับเรื่องความทุกข์

    ก็คือ เรื่องสามัญญลักษณะ ได้แก่ ลักษณะแห่งความไม่เที่ยง 1 ความเป็นทุกข์ 1

    ความเป็นอนัตตา 1 ของสังขารทั่วๆ ไป นอกจากจะเรียก สามัญญลักษณะ แล้ว

    ยังเรียกว่า ไตรลักษณ์ หรือ ธรรมนิยาม หรือ ธรรมฐิติ ได้อีก

 

    ที่ว่า เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับ เรื่องความทุกข์ นั้น หมายถึง การที่ลักษณะทั้ง 3 อย่างนี้

    เป็นลักษณะที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ ทั้งในความหมายที่ว่าทนทรมาน

    ความหมายที่ว่า พิจารณาดูแล้ว น่าอิดหนาระอาใจ และความหมายที่ว่าว่างอย่าง

    น่าเกลียด ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่จะเบื่อหน่ายในความทุกข์ได้ ก็ต้องอาศัยการพิจารณาใน

    ลักษณะ เหล่านี้ ที่ผู้ปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ก็คือ ผู้ที่กำลังพิจารณา อยู่ในลักษณะ

    เหล่านี้ ยิ่งๆ ขึ้นไป เมื่อมีความเห็นแจ้งแทงตลอด ในลักษณะเหล่านี้แล้ว ย่อมเกิด

    ญาณ ซึ่งเป็นเครื่องทำลายอวิชชา และดับทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นจึงถือว่า หลักธรรม

    เรื่อง สามัญญลักษณะ นี้ เป็นทฤษฎีทั่วๆ ไป เกี่ยวกับความทุกข์

 

    ที่เรียกว่า สามัญญลักษณะ หมายถึง ลักษณะที่สามัญ คือ ทั่วไป แก่สังขารทั้งปวง

    ไม่ว่า สังขารที่ มีวิญญาณครอง หรือ ไม่มีวิญญาณครอง ย่อมประกอบอยู่ด้วย

    ลักษณะทั้ง 3 นี้ ในฐานะเป็น กฏของธรรมชาติ สังขารทั้งหลาย จะมีลักษณะอื่น

    ต่างกันอย่างไรก็ตาม แต่ต้องมีลักษณะเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ ลักษณะที่กล่าวนี้

    เพราะฉะนั้น จึงได้นามว่า สามัญญลักษณะ

 

    คำว่า สังขาร แปลว่า ปรุง (สัง = พร้อม + ขร = กระทำ) ในที่นี้ หมายถึง สิ่ง

    ที่ถูกสิ่งอื่นปรุง และพร้อมกันนั้น มันก็ปรุงสิ่งอื่นต่อไปอีก ตัวอย่างเช่น อาหาร

    ที่เรา รับประทาน ย่อม ถูกปรุง จาก ธาตุต่างๆ ขึ้นด้วย อำนาจต่างๆ แล้วตัว

    มันเอง ก็ปรุง สิ่งอื่นต่อไป เช่น ปรุง ร่างกาย ของมนุษย์ และสัตว์ เป็นต้น

    ฉะนั้น ควรกำหนดให้ได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า สังขาร คือสิ่งที่ ถูกสิ่งอื่นปรุง แล้ว

    ก็ปรุง สิ่งอื่นต่อๆไป พร้อมกัน ไปในตัว ใน ขณะเดียวกัน, เปรียบเหมือนอิฐ

    ที่ซ้อนกันอยู่ หลายๆ แผ่น อิฐแผ่นหนึ่ง ย่อมถูกหนุนอยู่ โดยอิฐอีกแผ่นหนึ่ง

    พร้อมกันนั้น ก็ถูกทับอยู่โดย อิฐอีกแผ่นหนึ่ง เรียกว่า เป็นไปในขณะเดียวกัน

    ฉันใดก็ฉันนั้น โดยเหตุที่สังขาร เป็นสิ่งที่เพียงแต่ ถูกปรุงขึ้น ด้วยของหลาย

    สิ่ง มันจึงต้อง เปลี่ยนแปลง ไปตาม สิ่งที่ปรุงแต่งมันขึ้นมา จึงเปลี่ยนแปลง

    อยู่เสมอ มันต้องชำรุด ทรุดโทรม ไปตามการ ทรุดโทรม ของสิ่งที่ปรุงแต่ง

    มัน และมีลักษณะ ไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะถูกสิ่งอื่น ปรุงแต่งอยู่เรื่อย ดัง

    ที่กล่าวแล้ว สังขารทั้งหลาย จึงมีลักษณะเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า อนิจจาลักษณะ

    มี ลักษณะแห่งการทนทรมาน ซึ่งเรียกว่า ทุกขลักษณะ และ มีลักษณะแห่ง

    ความไม่เป็นตัวของตัว หรือ เป็นตัวของใครอื่น เรียกว่า อนัตตลักษณะ ซึ่ง

    เรียก รวมๆ กันว่า ลักษณะที่ทั่วไป แก่สังขารทั้งปวง

 

    ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ไตรลักษณ์ นั้น ใช้เรียกกัน ในภาษาไทย เพื่อความ

    สะดวก แปลว่า ลักษณะ 3 อย่าง ซึ่งหมายถึง ลักษณะที่ กล่าวแล้วข้างต้น

    แต่ควรจะสังเกตว่า คำว่า 3 อย่างในที่นี้ เป็นคำ บัญญัติเฉพาะ ซึ่งท่าน

    หมายถึง ลักษณะแห่ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้น ควรจะจับใจความ

    สำคัญ ให้ได้ว่า เพราะ ลักษณะทั้ง 3 นี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงยอม

    ให้เอา จำนวนเลข 3 นี้ ไปเป็นชื่อของ ลักษณะทั้ง 3 นี้ โดยเฉพาะ เพราะ

    ฉะนั้น ความหมาย ของคำว่า สาม จึงมิได้อยู่ที่ เพียงแต่เป็น จำนวนนับ

    แต่มันไปอยู่ที่ ความสำคัญของ ลักษณะทั้ง 3 นี้ นับว่าเป็นสิ่งที่ ควร

    สนใจอย่างยิ่ง โดยแท้จริง ทำนองเดียวกับคำว่า แก้วสามดวง แต่เรา

    หมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ฉันใดก็ฉันนั้น

 

    ที่เรียกว่า ธรรมนิยาม แปลว่า บทนิยายของธรรม ซึ่งในที่นี้ได้แก่ ธรรมชาติ

    คำว่า นิยาม แปลว่า เครื่องกำหนด, ลักษณะทั้ง 3 อย่างนี้ เป็นลักษณะเครื่อง

    กำหนดให้ทราบได้ว่า เป็น กฎของธรรมชาติ ที่ปรากฏอยู่ในสิ่งทั้งปวง, เรา

    ควรจะกล่าวว่า สิ่งใดเป็นไปใน กฎทั้ง 3 นี้ สิ่งนั้นควรเรียกว่า เป็นไปตาม

    กฎของธรรมชาติ แต่เราไม่อาจ หรือ มีโอกาส ที่จะกล่าวข้อความประโยคนี้

    เพราะว่า ไม่มีสิ่งใด ที่ไม่เป็นไปตามกฎนี้ ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มีเหตุปัจจัย

    ปรุงแต่ง ล้วนแต่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวลักษณะ

    ทั้ง 3 นี้ ว่า เป็น บทนิยามแห่งธรรม

 

    ที่เรียกว่า ธรรมฐิติ ซึ่งแปลว่า การตั้งอยู่แห่งธรรมนั้น หมายความว่า การ

    ตั้งอยู่ หรือมีอยู่ หรือ ปรากฏอยู่ แห่งธรรมชาติทั้งปวงนั้น ไม่มีอะไรอื่น

    นอกจาก ความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อธิบายว่า ถ้าธรรม หรือ ธรรมชาติ

    อย่างใดอย่างหนึ่ง ตั้งอยู่ ตัวความตั้งอยู่ที่แท้จริงนั้น ก็คือ ความเป็น อนิจจัง

    ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง กล่าวอย่างหนึ่ง ก็ว่า ถ้ามองเห็น ตัวธรรม หรือ ตัว

    ธรรมชาติที่แท้ อย่างถูกต้อง และสมบูรณ์ ก็คือ การมองเห็น ความเป็น

    อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง

 

    คำว่า อนิจจัง แปลว่า ความไม่เที่ยง ได้แก่ ความไม่หยุดอยู่ ในลักษณะเดียว

    แต่เปลี่ยนแปลงเรื่อย มีทางที่จะ กำหนดได้ ตั้งแต่ อย่างกว้าง หรือ อย่าง

    หยาบที่สุด ลงมาจนกระทั่ง ถึงอย่างแคบ หรือ อย่างละเอียด ที่สุด ที่ว่า

    อย่างกว้างที่สุด ตัวอย่างเช่น การกำหนด ด้วยการเอา ยุคเป็นประมาณ

    เช่น ยุคหนึ่ง ดวงอาทิตย์นี้ไม่มี โลกนี้ไม่มี พระจันทร์นี้ไม่มี ครั้นมาถึง

    ยุคหนึ่ง ก็เกิดมี แม้ในยุค ที่เกิดมีขึ้นมาแล้ว ก็ยังแบ่งเป็นยุคๆ ย่อยลงไป

    ซึ่งเป็น เครื่องกำหนด ความเปลี่ยนแปลง ของโลกเรา จึงกล่าวได้ อย่าง

    หยาบๆ ขั้นหนึ่งก่อนว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง ครั้นมาถึง ยุคที่มีสิ่งที่มีชีวิต

    ก็ยิ่งเห็นได้ว่า ความเปลี่ยนแปลง ที่เป็นไปใน สิ่งที่มีชีวิต นั้น รวดเร็ว และ

    รุนแรง ยิ่งกว่าที่เป็นไปในสิ่งที่ไม่มีชีวิต เสียอีก ปัญหาที่ต้องสะสาง จึงมา

    มีความสำคัญอยู่ที่สิ่งที่มีชีวิต ท่านจึงสอน ให้พิจารณาถึง ความไม่เที่ยง

    ของสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งเป็นตัวเจ้าของปัญหา หรือ ตัวเจ้าทุกข์ โดยเฉพาะ เป็น

    ส่วนสำคัญ, ความไม่เที่ยง ของคนเราคนหนึ่งๆ ท่านแนะนำ ให้พิจารณา

    อย่างหยาบๆ เป็นวัยๆ ไป คือ ปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย หมายถึง การ

    เป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ และ เป็นคนแก่ชรา ซึ่งมีลักษณะ แห่งการเกิดขึ้น และ

    ปรากฏอยู่ชั่วคราว แล้วก็ตายไปในที่สุด ในที่บางแห่ง ท่านสอน ให้พิจารณา

    แคบเข้ามา โดยสมมุติว่า คนหนึ่งมีอายุ 100 ปี แบ่งออกเป็น 10  ระยะ

    ระยะเวลา 10 ปี เรียกว่า ทสกะหนึ่งๆ เช่น ระยะแรก เรียก มัณททสกะ

    ตั้งแต่อายุ 1-10 ปี ก็มีลักษณะอย่างหนึ่ง ในเมื่อนำมา เปรียบเทียบกับ

    ทสกะที่ 2 ที่ 3 ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นว่า ได้มีการแก่ชรา ไปตั้งแต่แรก

    เกิดมาทีเดียว เพราะมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลง ไปสู่การแตกดับ อย่างเดียว

    เท่านั้น ถ้าให้แคบเข้ามากกว่านี้อีก เราก็อาจพิจารณาดู ด้วยตนเอง โดย

    กำหนด ระยะแห่งการพิจารณา ให้สั้นเข้าเป็น ปีหนึ่ง เดือนหนึ่ง หรือ

    วันหนึ่ง เป็นต้น แล้วเปรียบเทียบกันดู ก็จะเห็นลักษณะ แห่งการเปลี่ยน

    แปลง ที่เรียกว่า อนิจจลักษณะนั้น ได้ละเอียดยิ่งขึ้นตามส่วน ที่ละเอียด

    ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก ท่านแนะให้พิจารณา ในระยะสั้นกว่านั้น คือ ชั่วระยะ

    เวลาที่คนเรามีความคิดเรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นในใจ แล้วความคิดนั้นก็ดับไป

    จะเป็นเวลาสั้นยาวเพียงใดก็ตาม ก็กล่าวได้ว่า ไม่เหมือนกันสักระยะเดียว

    ในระยะที่ความคิดแรกเกิดขึ้น บุคคลนั้นก็มีลักษณะอย่างหนึ่ง ในระยะที่

    ความคิดกำลังดำเนินอยู่ บุคคลนั้น ก็มีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ครั้นความคิด

    นั้นดับไปแล้ว บุคคลนั้น ก็มีลักษณะ อีกอย่างหนึ่ง จึงเห็นได้ว่า ความเปลี่ยน

    แปลง ทั้งทางรูปธรรม และนามธรรม ของคน หรือ สัตว์นั้น มีอยู่ติดต่อกัน

    ไม่ขาดสาย และ ถี่มากเกินกว่า ที่เคยนึก เคยคิดกัน ความคิดเรื่องหนึ่งๆ

    ตั้งแต่ต้นจนจบ บางกรณี กินเวลาเพียง 1 วินาที ก็ได้ เพราะฉะนั้น ใน

    เวลาเพียง 1 วินาที ความเป็น อนิจจัง ก็มีได้ ตั้งหลายระยะ ที่ละเอียด

    ยิ่งไปกว่านี้อีก ท่านสอน ให้พิจารณาถึง ขณะจิต ที่เกิดดับ อยู่อย่างถี่ยิบ

    จนเหลือที่ จะประมาณได้ ลักษณะแห่งการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ทยอยกัน

    อยู่ในลักษณะ ที่คำนวณไม่ได้ว่า กี่หมื่น กี่พันครั้ง ใน 1 วินาที ในครั้งหนึ่งๆ

    มี อนิจจลักษณะ 3 ระยะ คือ ระยะแห่งการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป ฉะนั้น

    จึงเป็นอันว่า ในส่วนของจิตนั้น ย่อมประกอบอยู่ด้วย อนิจจลักษณะ คำนวณ

    ไม่ไหว ในวินาทีหนึ่งๆ แม้ในเรื่อง ทางฝ่ายวัตถุล้วนๆ วิชาการ แห่ง ยุค

    ปัจจุบัน ก็ยอมรับว่า ความหมุนเวียน เปลี่ยนแปลง ของปรมาณูหนึ่งๆ ที่

    ประกอบกันขึ้น เป็นสสารต่างๆ นั้น มีรอบ แห่งความหมุนเวียน ในระยะ

    วินาทีหนึ่งๆ อย่างนับไม่ไหว เหมือนกัน เป็นอันกล่าวได้ว่า ทางฝ่ายรูป

    ธรรมก็ดี ทางฝ่ายนามธรรมก็ดี มี อนิจจลักษณะ หรือ ความเป็นอนิจจัง

    ครอบงำ อยู่อย่างรุนแรง ควรจะเป็นที่ตั้ง แห่งความสลดสังเวช และ

    ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด โดยแท้

 

    คำว่า ทุกขัง แปลว่า ทนยาก หรือดูแล้วน่าระอาใจ หรือว่าง อย่างน่าเกลียด

    ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ลักษณะแห่ง ความเป็นทุกข์ นี้ แฝงอยู่ใน ลักษณะ

    แห่ง ความไม่เที่ยง โดยใกล้ชิด ในบางกรณี ท่านไม่กล่าวถึง ลักษณะนี้ เพราะ

    นับรวมเข้า ด้วยกันเสียก็มี แต่ความหมายนั้น มีอยู่ต่างกัน อนิจจัง หมายถึง

    การเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ทุกขัง หมายถึง ลักษณะแห่ง ความทนทรมาน หรือ

    ทำความทุกข์ ให้เกิดขึ้น แก่ผู้ที่เข้าไปยึดถือ หลักใหญ่ๆ มีอยู่ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง

    สิ่งนั้นย่อมเป็นทุกข์ ข้อนี้หมายความว่า เพราะ ความเปลี่ยนแปลง นั่นเอง ทำ

    ให้เกิด ลักษณะอาการ ที่เรียกว่า เป็นความทุกข์ ขึ้นมา ถ้าไม่มี การเปลี่ยนแปลง

    ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นต้น ก็มีไม่ได้ หรือ พิจารณาดูแล้ว

    ก็จะไม่น่าระอาใจ หรือ ไม่ดูเป็น ของไร้จากตัวตน โดยสิ้นเชิง เกี่ยวกับ ทุกข

    ลักษณะนี้ ควรพิจารณา ให้เห็นลักษณะ อาการแห่ง ความเป็นทุกข์อย่างหนึ่ง

    ให้เห็นข้อที่ความทุกข์ เนื่องมาจาก ความเป็นอนิจจัง ดังที่กล่าวมาแล้ว อย่าง

    หนึ่ง ความเห็นอย่างแรก ทำให้เกิดการเบื่อหน่าย ต่อสิ่งที่เป็นทุกข์ ความเห็น

    อย่างหลัง ทำให้เกิดโอกาส และ พบวิธี แห่งการปล่อยวาง

 

    คำว่า อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน คือ เป็นสิ่งที่ไม่ควร ถือว่า เป็นตัวตน

    เป็นเพียงธรรมชาติล้วนๆ ที่หมุนไปตามอำนาจแห่งเหตุ และปัจจัย อยู่เป็น

    เนืองนิตย์ ลักษณะแห่ง ความเป็นอนัตตา นี้ ท่านแสดงไว้ต่างๆ กัน แต่รวม

    ใจความแล้ว ก็มุ่งหมาย ให้เกิดความรู้สึกว่า สิ่งที่เรียกว่า ตัวตน นั้น ไม่มี

    จริง เป็นเพียง ความไม่รู้ และสำคัญผิด ยึดถือ ว่าตัว ว่าตนขึ้น ด้วยอำนาจ

    สัญชาตญาณ คือ ความรู้สึก ที่เกิดได้เอง ตามธรรมชาติ ของสิ่งที่มีชีวิต

    ชนิดหนึ่ง เท่านั้น ท่านสอนให้พิจารณา ว่า คนๆ หนึ่ง ประกอบอยู่ด้วย

    ส่วน ๕ ส่วน คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ละส่วนๆ ก็ไม่ใช่

    ตัวตน ของมันเอง เป็นเพียงสังขาร ที่เปลี่ยนแปลง ไปตามเหตุ ตามปัจจัย

    ดังที่กล่าวแล้วในตอน อันว่าด้วย สังขาร เมื่อแต่ละส่วน ไม่ใช่ตน แล้ว

    ทั้งหมดนั้น จะเป็นตน ไปได้อย่างไร แม้ว่า จะมีลักษณะอาการแปลก

    ประหลาด หรือ วิจิตร ประณีต ยิ่งไปกว่าเดิมมาก ที่ว่า แต่ละส่วนๆ

    ไม่ใช่ตัวตนนั้น ท่านสอนให้พิจารณาว่า แต่ละส่วนๆ ย่อมเป็นไปเพื่อ

    อาพาธ คือ การบุบสลาย ชำรุด ทรุดโทรม ถ้าแต่ละส่วน เป็นตัวตน

    แท้จริงแล้ว มันจะไม่ควร ชำรุด ทรุดโทรม หรือ เปลี่ยนแปลง เป็น

    อย่างอื่น เพราะเหตุที่มีการชำรุดทรุดโทรม หรือ เปลี่ยนแปลงเป็น

    อย่างอื่น เพราะเหตุที่มีการชำรุดทรุดโทรมไม่อยู่ในอำนาจในตัวของ

    มันเอง จึงถือว่า มันไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง คือ ไม่มีตัวตนที่แท้

    จริง มีแต่ตัวกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างหนึ่ง นี่เรียกว่า

    พิจารณา โดยถือเอาการชำรุด ทรุดโทรม หรือที่เรียกว่า อาพาธ

    เป็นหลัก อีกอย่างหนึ่ง ให้เริ่มพิจาณาโดยเอาความเปลี่ยนแปลงเป็น

    หลัก เช่น ตั้งปัญหาว่า ส่วนประกอบ ส่วนหนึ่งๆ ที่กล่าวนั้น เป็นของ

    ไม่เที่ยง ถ้าไม่เที่ยง จะเป็นสุข หรือ ทุกข์ ถ้าเป็นทุกข์ เพราะความไม่

    เที่ยง แปรปรวน เป็นธรรมดา จะถือว่า มันเป็นเรา หรือ เป็นของเรา

    ได้อย่างไรกัน เพราะ มันมีลักษณะเหมือนของที่ฝันเห็น ครั้นตื่นขึ้นมา

     ก็หายไป หรือ เหมือนกับของที่ยืมเขามา ไม่เท่าไรก็ต้องส่งคืน หรือ

    เหมือนกับสิ่งที่พบเข้ากลางทาง เสร็จแล้ว ก็ต้องเดินเลยไป ทิ้งมันไว้ที่

    ตรงนั้น ดังนี้ เป็นต้น รวมความแล้ว ก็คือ มีลักษณะ แห่งการที่ใครๆ

    ไม่อาจจะเข้าไป เป็นเจ้าของได้ และเป็นเจ้าของตัวมันเอง ก็ไม่ได้ จึง

    ได้เรียกว่า "อนัตตา" ดังนี้

 

    บาลีแห่งบทที่แสดงอนัตตานี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่านไม่ใช้ คำว่า สังขาร

    ทั้งหลาย เหมือนใน ๒ ข้อแรก แต่ท่านใช้คำว่า ธรรมทั้งหลาย เป็นอนัตตา

    นี้ย่อมแสดงว่า ขอบเขต แห่งสิ่งที่เป็น อนัตตา นี้ กว้าง กว่า ขอบเขตแห่ง

    สิ่งที่ไม่เที่ยง และ เป็นทุกข์ สิ่งที่ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ ได้แก่ สังขารทั้งปวง

    ส่วนสิ่งที่เป็นอนัตตานี้ หมายถึง ทุกสิ่ง ทั้งที่เป็นสังขาร และไม่ใช่สังขาร

    สิ่งที่ไม่ใช่สังขาร คือ สิ่งที่ตรงข้ามจากสังขาร โดยประการทั้งปวง ได้แก่

    วิสังขาร ซึ่งโดยเฉพาะ ได้แก่ สภาวะ ที่เรียกว่า นิพพาน คือ สภาวะพิเศษ

    อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ปรุงแต่ง อยู่นอกอำนาจ หรือ นอกขอบ

    เขต ของการปรุง แต่ถึงอย่างนั้น สภาวะนั้น ก็เป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน

    ของมันเอง หรือ ของใคร คงให้เรียกแต่ว่า วิสังขาร หรือ นิพพาน หรือ

    สิ่งที่ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ดังนี้เป็นต้น ไปตามเรื่องของมัน อย่าได้เข้าใจว่า

    เมื่อสังขาร เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนแล้ว สิ่งที่ตรงกันข้าม คือ วิสังขาร ก็จะเป็น

    ตัวตน ดังนี้เลย ทั้งนี้เพราะเหตุใด ทั้งนี้ เพราะเหตุว่า ความรู้สึกว่า เป็นตัว

    ตนนั้น เป็นเพียงของลมๆ แล้งๆ ที่เกิดขึ้นเพราะอวิชชา และอุปาทานทั้งนั้น

 

    ลักษณะทั้ง 3 นี้ ท่านเรียกว่า ธรรมฐิติ เป็นของที่ตั้งอยู่เองตามธรรมชาติ

    เพราะฉะนั้น จึงได้ตรัสไว้ในธรรมนิยามสูตร เป็นใจความว่า ตถาคต จะ

    เกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม สังขารทั้งปวง ก็เป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น

    อนัตตา อยู่เช่นนั้นเสมอไป นี้เป็นเครื่องแสดงว่า กฎอันเกี่ยวกับ สัจธรรม นั้น

    ไม่เนื่องด้วย พระพุทธเจ้า โดยตรง แต่เป็น เรื่องของธรรมชาติ โดยเฉพาะ

    พระพุทธเจ้า เป็นแต่เพียง ผู้ทราบกฎ อันนี้ และ ทราบหนทางที่ถูกต้อง ที่

    พึงจะปฏิบัติ ต่อสิ่งเหล่านั้น ในลักษณะ ที่จะไม่ทำให้ เกิดความทุกข์ขึ้น

    สามัญญลักษณะทั้ง ๓ นี้ ก็เหมือนกัน เป็นสิ่งที่ พระองค์ ทรงมองเห็นถึง

    ที่สุด จนนำมาใช้ เป็นประโยชน์ เพื่อกำจัดความทุกข์ และก็ต้องใช้ได้ตลอด

    ไป คือว่า พระพุทธเจ้า จะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้น ก็ตาม เช่นเดียวกัน ผู้ปฏิบัติ

    จะต้องสนใจ ในความจริงข้อนี้ ให้มาก

 

    อีกอย่างหนึ่ง ได้ตรัสไว้ในคัมภีร์ ขุททกนิกายว่า เมื่อมีปัญญาเห็นว่า

    สังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และ ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา แล้ว ก็จะเกิด

    ความเบื่อหน่าย ในสิ่งที่เป็นทุกข์ คือสิ่งที่ไม่เที่ยง แต่ตนสำคัญผิดว่า

    เที่ยง คือสิ่งที่แท้จริงเป็นทุกข์ แต่ตนสำคัญผิดว่า เป็นสุข และสิ่งซึ่ง

    เป็นอนัตตา แต่ตนสำคัญผิดว่า เป็นอัตตา เมื่อมีปัญญา ถึงขนาดนี้ ตัว

    ปัญญานั่นเอง เป็นทางแห่ง ความหมดจด จากทุกข์ กล่าวคือ นิพพาน

 

    ทั้งหมดนี้ ทำให้เราเห็นได้ว่า เรื่องอันเกี่ยวกับ ไตรลักษณ์ หรือ สามัญญลักษณะ

    นี้ เป็นใจความสำคัญ เพราะ เป็นเรื่องแสดงให้เห็น ความทุกข์ แล้วนำมาซึ่ง

    ทางแห่งความดับทุกข์ และเป็นเรื่องซึ่ง ทรง ย้ำมากที่สุด ทรงสั่งสอนมาก

    ที่สุด กว่าเรื่องทั้งหลาย ควรที่จะ ได้รับการสนใจ เป็นพิเศษ

 

จบตอนที่ ๑ หมวดธรรมะประเภททฤษฎีฝ่ายทุกข์

 

คัดจาก หนังสือ ศึกษาธรรมะอย่างถูกวิธี หรือ ธรรมวิภาค นวกภูมิ  

คำบรรยายธรรมะ ของ พุทธทาสภิกขุ ในพรรษา ปีพุทธศักราช ๒๕๐๐

พิมพ์โดย สำนักพิมพ์สุขภาพใจ

============================

ธรรมะสำหรับผู้สูงอายุ : พุทธทาสภิกขุ

ปาฐกถาธรรมพิเศษ แสดงแก่คณะผู้สูงอายุชาวลำปาง โดยท่านพุทธทาสภิกขุ สวนโมกขพลาราม ๒๒ มีนาคม ๒๕๓๐

----------------------------------------------

ท่านสาธุชนผู้สูงอายุทั้งหลาย อาตมาจะแสดงธรรมในรูปของปาฐกถาธรรมแทนการเทศน์ ซึ่งมันสะดวกกว่า ได้ผลกว่า อะไรกว่า,ขอให้ตั้งใจฟังให้สำเร็จประโยชน์.

 

ธรรมปฏิสันถาร

ข้อแรกขอแสดงความยินดีในการที่ท่านทั้งหลายมีเจตนาที่จะศึกษาธรรมะ จึงได้พากันมาสู่สถานที่นี้เพื่อวัตถุประสงค์อันนั้น. ณ บัดนี้เราก็ได้มานั่งกันกลางดิน เราได้มานั่งกันกลางดิน ซึ่งเข้าใจว่าบางแห่งไม่ได้นั่งกลางดิน,บางแห่งก็ได้นั่งกันบนตึกราคาล้าน, แต่เดี๋ยวนี้เรามานั่งกันกลางดิน ขอให้ทำในใจให้ถูกต้อง มิฉะนั้นจะขาดทุน บางคนจะคิดว่า มันเสียเกียรติมานั่งกลางดิน แล้วก็โกรธ นี้มันคนโง่ ลืมไปว่าพระพุทธเจ้านั้นท่านประสูติกลางดิน ท่านเป็นพระราชามหากษัตริย์ แต่เวลาประสูติ ประสูติกลางดินใต้โคนต้นไม้ แล้วเวลาท่านจะตรัสรู้ ก็ตรัสรู้กลางดินใต้โคนต้นไม้อีก เมื่อท่านสอน ก็สอนตามกลางดิน เพราะประชุมกันกลางดิน พบกันกลางดิน เดินทางอยู่ก็พบแล้วก็หยุดสอน, แม้ว่าโรงธรรมก็พื้นดิน ทีนี้ที่อยู่ของท่าน กุฏิของท่านก็พื้นดินไปดูได้แม้บัดนี้,แล้วในที่สุดท่านก็นิพพานกลางดิน ไม่ได้นิพพานที่บนกุฏิวิหารโรงพยาบาลอะไรที่ไหน นิพพานกลางดิน

 

คิดดูเถิด ดินนี้มันเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าในลักษณะอย่างไร, แล้วมันยังเกี่ยวข้องกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า นี้เรียกว่าเกิดกลางดิน เพราะสอนกันกลางดิน พระสงฆ์ก็มีความเป็นอยู่อย่างเรียกได้ว่าต่ำที่สุด กุฏิพื้นดิน, วิหารพื้นดินทั้งนั้นเลยถ้าเป็นอย่างพระพุทธกาล. นี่แผ่นดินจึงมีความหมายมาก เป็นที่เกิดแห่งสิ่งทั้งปวง มันยังเป็นที่เกิดแห่งธรรมะ.

 

เราได้มานั่งกลางดินอย่างนี้ เอามือลูบดินแล้วก็พอใจ พอใจเป็นพุทธานุสติระลึกถึงพระพุทธเจ้า ประสูติกลางดิน ตรัสรู้ สอนกลางดิน อยู่กลางดิน นิพพานกลางดิน. ขอให้ถือเอาประโยชน์อย่างนี้ให้ได้ให้เต็มที่ ให้มากเต็มที่เลย, อยู่ที่บ้านก็คงจะหาโอกาสนั่งกลางดินยาก เพราะว่ามีศาลามีอะไรสวยงาม เดี๋ยวนี้ศาลาของเราวัดนี้ใช้กลางดินอย่างนี้ รับแขกผู้มีเกียรติที่สุดก็กลางดินอย่างนี้แหละ ตรงนี้แหละ, นายกรัฐมนตรีก็มานั่งตรงนี้แหละ, เป็นอันว่าทำพุทธานุสติระลึกถึงพระพุทธเจ้ากันให้ดีเสียเต็มที่,แล้วก็จำไปกลับไปบ้าน, ว่ามาที่สวนโมกข์ได้นั่งกลางดินอย่างนี้,จำไปให้แม่นยำเลย

 

ทีนี้ก็จะพูดเรื่องอะไรดี ก็เป็นที่ทราบกันอยู่ว่า จะพูดเรื่องเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ข้อนี้ก็มีความสำคัญมากเหมือนกัน ถ้าสูงอายุจริง มันสูงทางจิตใจ ไม่ได้สูงทางเนื้อหนังเหมือนวัวแก่ควายแก่, สัตว์แก่นั้นสูงอายุทางเนื้อหนัง มันไม่ค่อยมีความหมายอะไร ถ้าสูงอายุทางจิตใจก็หมายความว่า รู้เรื่องต่างๆสมกับที่ว่าเกิดมานาน ,เกิดมานานในข้อนี้เขาก็นิยมกันมาก เรียกว่า รัตตัญญู ผู้รู้ราตรีนาน,เป็นที่เคารพนับถือ เป็นที่เชื่อฟัง เป็นรัตตัญญูรู้ราตรีนาน นั่นหมายความว่ารู้อะไรมาก รู้อะไรมากสมกับที่เกิดมานาน อายุยาว

 

เดี๋ยวนี้กลัวว่ามันจะไม่มีอะไรมากสมกับที่เกิดมานาน.กลัวว่ามันจะโง่เท่าเดิม โง่เท่าเดิมไปจนตาย มันจะตัองรูจักแก่ คือมาก มากด้วยสติปัญญา ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ชีวิตรู้อะไรมากกว่าเด็ก ๆนั่นแหละจึงจะเรียกว่าผู้สูงอายุ.

 

 เดี๋ยวนี้เราผ่านมามากมานานแล้ว รู้อะไรมากพอที่จะสั่งสอนเด็ก ๆหรือว่าเป็นตัวอย่างอันดีแก่เด็ก ๆได้หรือไม่? หรือจะเปรียบเทียบอีกทางหนึ่งว่า เมื่อมีอายุมากเข้า ชีวิตนั้นมันเยือกเย็นเป็นสุขสงบลงมากหรือไม่ ,หรือว่ายังโง่เหมือนกับเด็ก ๆ ยังวุ่นวายเหมือนกับเด็ก ๆ ยังทำอะไรไม่ถูกเรื่องถูกราวเหมือนกับเด็ก อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นที่น่าเสียดาย ขอให้พิจารณาดูให้ดี ๆ

 

เด็ก ๆเกิดมาก็รู้แต่เรื่องกินกับเรื่องเล่นนี่เป็นธรรมดา เด็ก ๆเกิดมารู้แต่เรื่องกินเรื่องเล่น จนกระทั่งเป็นเด็กวัยรุ่น , ครั้นเป็นหนุ่มสาว เรื่องกามารมณ์ก็เข้ามา เรื่องเพศเรื่องกามารมณ์นี้ก็เข้ามา เป็นสิ่งสูงสุดของคนหนุ่มคนสาว แล้วต่อมาก็มีบ้านมีเรือน เป็นพ่อบ้านแม่บ้าน ก็เลื่อนขึ้นไปเรื่องสมบัติพัสถาน บ้านช่องเงินทองข้าวของอะไรต่างๆเป็นสิ่งสูงสุด

 

ทีนี้จะไปไหน? ถ้าว่ามันก็ก้าวหน้าต่อไป มันก็ต้องไปมากกว่านั้น เขาก็ไปเรื่องหาความสงบทางจิตใจ เรื่องบุญเรื่องกุศล เรื่องสมาธิเรื่องภาวนา แม้ไม่ถึงอย่างนั้นก็พอใจในความสงบ มอบทรัพย์สมบัติให้ลูกให้หลาน ตัวเองก็หาความสงบ

 

ทีนี้ถ้ายังไกลไปอีก ก็เข้าวัดเข้าวา, ถ้ายังไกลไปอีกก็ยังสอนผู้อื่น เป็นคนแก่ที่มีความรู้มาก สอนคนทั้งหลายได้ ใครมีปัญหาอะไรก็มาถามคนแก่คนนี้ได้ เขาก็จะตอบให้ได้อย่างดี ว่าควรทำอย่างนั้นควรทำอย่างนี้ เพราะว่าผ่านมาแล้ว

 

นี่ดูให้ดีเถอะว่า ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้องนั้น มันเลื่อนชั้นนะ ,มันเลื่อนชั้นสูงขึ้น สูงขึ้น มีความรู้มีความฉลาดสามารถ มีประโยชน์มากขึ้น ก็เรียกว่าใกล้นิพพานมากขึ้นนั่นเอง ,ถ้ามันเดินไปถูกต้อง ถ้าไม่ถูกต้องมันเดินผิดทาง มันก็ถอยห่างไปได้เหมือนกัน ยิ่งแก่ยิ่งไกลนิพพานมันไม่ถูกต้อง ใกล้นิพพานคือใกล้ความสงบ มีความสงบมากขึ้น ขอให้สนใจให้ดี ๆ

 

 ควรศึกษาภูมิ ๔ ของจิตใจ

 เรื่องนี้อาตมาอยากจะให้รู้จักพิจารณาโดยหลักธรรมะที่มีอยู่ เป็นหลักโบราณแต่ดึกดำบรรพ์มา ที่เขาเรียกว่า จิตใจนี้มีอยู่ ๔ ภูมิด้วยกัน ๔ ชั้นนั่นแหละ ๔ ภูมิคือ ๔ ชั้น

 

ชั้นแรกคือ กามาวจร มันก็ชอบของน่ารักน่าใคร่ น่าพอใจ เอร็ดอร่อย สนุกสนาน สวยงาม,นี้เป็นภูมิกามาวจรซึ่งก็เป็นกันมาแล้ว ตั้งแต่เด็กจนวัยรุ่นจนหนุ่มสาวก็เรียกว่า ภูมิกามาวจร คือ จิตพอใจในกาม,ในสิ่งที่เรียกว่า กาม.

 

ทีนี้ถ้าสูงขึ้นมา มันเลื่อนชั้นขึ้นมาสูงกว่านั้น, ก็พอใจใน รูปาวจร คือ รูปธรรมที่ไม่เกี่ยวกับกาม,รูปธรรมที่ไม่เกี่ยวกับกาม คือเรื่องกามเรื่องเพศนั้นซาไปแล้วก็มาเอาแต่เรื่องไม่เกี่ยวกับกาม เช่นจะเป็นวัตถุสิ่งของ แก้วแหวน เงินทอง อะไรก็ได้ ไม่ได้เกี่ยวกับกาม,แต่เป็นรูปวัตถุ. แต่ถ้าเรื่องทางจิตใจ เป็นเรื่องทางจิตใจก็พอใจในรูปฌาน คือ ความสุขเกิดจากสมาธิที่มีรูปเป็นอารมณ์ สมาธินั้นมีรูปธรรมล้วน ๆเป็นอารมณ์ ได้ความสงบสุขจากรูปฌานก็พอใจ ในชั้นที่สองนี้เรียกว่ารูปาวจร.

 

นี้ต่อมาเห็นว่า รูปนี้ก็ยังยุ่ง ยังเปลี่ยนแปลง ยังกระด้าง ยังอะไรต่าง ๆ,เลื่อนขึ้นไปเป็น อรูป, อรูปไม่มีรูป ถ้าจะพูดอย่างคนธรรมดาสามัญ ก็ไปชอบบุญกุศล เกียรติยศ ชื่อเสียงอะไรไปในทางโน้นแล้ว, ไม่ได้ชอบตัววัตถุข้าวของเงินทองอะไรแล้ว เลื่อนไปชอบที่ไม่มีรูป เป็นบุญ เป็นกุศล เป็นเกียรติยศ เป็นชื่อเสียง เป็นอะไรก็ตามแล้วแต่จะเรียก. แต่ถ้าเป็นเรื่องทางจิตใจก็ชอบความสุขที่เกิดจากสมาธิที่มีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ ที่เขาเรียกว่า อรูปฌาน, ความสุขนี้เกิดจากสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ เป็นอากาศ เป็นวิญญาณ เป็นความไม่มีอะไร เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ในที่สุดมันเลื่อนมาอย่างนี้ ภูมิที่ ๔ เป็น โลกุตตรภูมิ

 

เอามารวมกันแล้วสรุปความสั้น ๆก็ว่า เราเคยชอบเรื่องวัตถุ ทางเอร็ดอร่อย สวยงาม สนุกสนาน เป็นกามารมณ์ จนกว่าจะหมดเขตของหนุ่มสาว, เป็นพ่อบ้านแม่เรือนก็ชอบเงินทอง ข้าวของ สมบัติพัสถาน วัวควาย ไร่นา , ถ้าว่ามันเลยนั่นขึ้นไปอีก มันเบื่ออย่างนั้นก็ขึ้นไปหาบุญหากุศล หาสิ่งที่สูงขึ้นไปแหละโดยมาก ก็เป็นเรื่องบุญเรื่องกุศลนั่นแหละ นี่มันเลื่อนชั้นอย่างนี้ ถ้ามันไปได้ไกลกว่านั้นอีก มันก็เป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนคน ในเรื่องทำให้ถูกต้องสำหรับจิตใจจะปกติ นี่เห็นไหมว่า จะเป็นผู้สูงอายุนั้นจะต้องมีจิตใจอย่างไร จะเป็นผู้สูงอายุโดยถูกต้องนั้น จิตใจจะต้องมีจิตใจอย่างไร จึงจะเรียกว่ามีความสูขที่ถูกต้องที่แท้จริง

 

ถ้าพูดให้ลึกลงไปอีกหน่อยก็ว่า ไม่รู้อะไรก็ทำบาปกันโดยมากแหละ เป็นทุกข์ ต่อมาก็ค่อย ๆรู้อะไร ไม่ทำบาปทำบุญแล้วก็เป็นสุข ทีนี้ถ้ายังจะมีสูงขึ้นไปอีกกว่านั้นจะมีอะไร ,มันคือ ว่าง คือเป็น นิพพาน เป็นว่าง ไม่มีความรบกวน เป็นบาปหรือเป็นชั่วในทุกข์นี้มันทนไม่ไหว ใคร ๆก็ทนไม่ไหว ก็หลีกเลี่ยงพ้นมาได้ มาถึงบุญ มาถึงดี มาถึงสุข มันก็ยุ่งไปตามแบบสุข จึงจะต้องเลื่อนขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง เป็นแบบว่าง ถึงว่าง คือเลื่อนชั้นนิพพาน

 

นี่เข้าใจกันว่าหลักใหญ่ ๆมันมีว่าจากชั่วมาถึงดี, ถ้าเห็นว่าดี มันก็ยุ่งตามแบบดี วุ่นตามแบบดี ก็เลื่อนขึ้นไปถึงชั้นว่าง ว่าง ไม่ชั่วไม่ดี เหนือชั้นเหนือดี หรือว่าถ้ามีทุกข์ เอ้ามีทุกข์ก็ดิ้นรนจนพ้นทุกข์มามีสุข ก็ยุ่งไปตามแบบสุข มีความวุ่นวายไปตามแบบคนที่มีความสุข ก็เลื่อนขึ้นไปแบบว่าคือ นิพพาน,ใกล้นิพพาน, คนมีบาปยุ่งแบบคนมีบาป คนมีบุญก็ยุ่งไปตามแบบคนมีบุญ หาความสงบสุขไม่ได้ เลื่อนจากบุญก็ถึงว่าง คำว่าว่าง ๆนี้ไม่มีอะไรรบกวน

 

ทบทวนอีกทีว่าจากชั่วถึงดี จากดีก็ถึงว่าง ว่างนั่นแหละที่สุดแหละ จากบาปไปถึงบุญ ยุ่งนักไม่เอา เลื่อนขึ้นไปเป็นแบบว่าง จากบาปมาถึงบุญ จากบุญมาถึงว่างนี้ทุกข์ไม่ไหว เลื่อนจากทุกข์มาถึงสุข สุขก็ยุ่งไปตามแบบสุข ต้องเหนื่อยกระหืดกระหอบไปตามแบบสุข เลื่อนอีกทีก็ถึงว่าง

 

กำหนดดูให้ดี จากชั่วถึงดี จากดีถึงว่าง จากบาปถึงบุญ จากบุญถึงว่าง จากทุกข์ถึงสุข จากสุขถึงว่าง คนโง่ไม่ชอบความว่าง แล้วไม่รู้ด้วย ไม่รู้จักด้วย ไม่เข้าใจด้วย ชอบวุ่นวาย ชอบเอร็ดอร่อย ชอบสนุกสนาน แก่งก ๆแล้วยังเต้นรำ ไม่รู้ว่าสิ่งที่เป็นความสุขแท้จริง สงบสุขแท้จริงนั้นมันคือความว่าง เทวดาบนสวรรค์ก็วุ่นวายด้วยกามารมณ์ ไม่ว่าง ต้องเลื่อนไปชั้นพรหม เลยชั้นพรหมขึ้นไปอีกจึงจะว่าง สุดชั้นพรหมขึ้นไปอีกมันจึงจะว่าง คือนิพพาน

 

นี่ผู้สูงอายุทั้งหลายจะต้องรู้จักความว่าง ว่าไม่มีอะไรรบกวน ไม่มีอะไรเบียดเบียน ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เสียใจมันก็ทรมาน ดีใจมันก็เหนื่อยตามแบบดีใจนะ ดีใจนะกินข้าวไม่ได้นะ ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ แล้วกินข้าวไม่ลงนะ เพราะความดีใจมันสั่นระรัว ๆ ความดีใจไม่ใช่ความสงบ ไม่ใช่ความสงบสุข มันต้องหยุดอีกทีหนึ่ง ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่ดีใจจึงจะว่าง ว่างนี้เรียกว่า วิเวก ก็ได้ วิเวกไม่มีอะไรรบกวน ของภายนอกก็ไม่รบกวน ของภายในก็ไม่รบกวน ของภายนอกเช่นลูกเล็กเด็กแดงอะไรต่าง ๆ อยู่ภายนอกเป็นคน คนนี้ก็ไม่รบกวน ของภายในก็ไม่มีกิเลสใด ๆขึ้นมารบกวน ว่าง นี่ วิเวก วิเวก นั่นแหละ คือสิ่งที่จะดักอยู่ข้างหน้า พระนิพพานดักอยู่ข้างหน้า จากชั่วถึงดี จากดีถึงว่าง คือ นิพพาน จากทุกข์ถึงสุข จากสุขถึงว่าง คือนิพพาน

อยากจะให้เข้าใจคำว่า ว่างกันเสียให้ดี ๆ ถ้าไม่ว่างนั้นมันถูกปรุงแต่ง ๆ ๆ นั่งไม่ติดดอก จะต้องปรุงแต่งให้ทำนั่นทำนี่ คิดนั่นคิดนี่ ปรารถนานั่น ปรารถนานี่ ไม่มีเวลาสงบแห่งจิต ถ้าว่างก็ไม่มีอะไรปรุงแต่งยั่วยุ หาความสงบได้ลึกซึ้งถึงจิตใจ

 


เห็นความเป็นเช่นนั้นเองแล้วจะพบความสงบ

 

ขอให้ท่านเปรียบเทียบดู ด้วยการมาเที่ยวนี้ อยู่ลำปางมาเที่ยวภาคใต้นี้ มันเพื่อประโยชน์อะไร? ถ้าเพื่อประโยชน์แก่สนุกสนาน มันก็เหมือนลูกเด็กๆนั่นแหละ ไม่ใช่คนสูงอายุดอก ถ้ามาเที่ยวเพื่อดู เพื่อเล่น เพื่อกิน เพื่อเอร็ดอร่อยสนุกสนานแล้ว ไม่ใช่คนสูงอายุดอก เป็นลูกเด็กๆอีกนั่นแหละ ถ้าเป็นคนสูงอายุจะต้องมาเห็นสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น อะไรเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไร แล้วก็เห็นว่ามันเช่นนั้นเอง ไม่ต้องมาก็ได้ อย่างมาเที่ยวนี้ ถ้ามาทั่วไปแล้วเห็นว่า โอ มันก็เช่นนั้นเอง แค่นี้เอง เท่านั้นเอง ไม่ต้องมาก็ได้ถ้าอย่างนี้ก็เป็นคนสูงอายุแหละ ไม่ใช่ลูกเด็กๆ ถ้ายังมาชอบสนุกสนานชอบแปลกประหลาดตื่นเต้นอะไรอยู่ ยังเป็นลูกเด็ก ๆอยู่นั่นแหละ

 

นี่ขอบอกกันตรง ๆอย่างนี้ ไม่เกรงใจ อยากจะโกรธก็โกรธแล้วกัน แต่จะบอกอย่างนี้แหละว่า ถ้าว่าไปแล้วไม่เห็นเช่นนั้นเองแล้วไม่ใช่ที่สุด ไปกิน ไปเล่น ไปสนุกสนาน ไปอะไรอย่างที่เขาไปเที่ยว หนุ่มสาวเขาไปเที่ยวกันโดยมากนั่นแหละ ไม่ใช่ความสงบเลย แล้วก็รีบเห็นเสียซิ ไปเที่ยวที่ไหน ประหลาดสวยงามอย่างไร โอ มันก็เช่นนั้นเอง มันก็เช่นนั้นเอง ตามธรรมชาติเช่นนั้นเอง ไม่ต้องมาก็ได้ ไม่ต้องมาก็ได้

 

ความเป็นเช่นนั้นเองนี้สำคัญมาก ใครเห็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง คนนั้นบรรลุธรรมะสูงสุด ถึงขนาดที่เรียกว่าเป็น ตถาคต เลย ตถา แปลว่าเช่นนั้น หรือเช่นนั้นเอง คตะ แปลว่า ถึง ตถาคตะ แปลว่าถึงเช่นนั้นเอง เป็นพระอรหันต์เห็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง ไม่รัก ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่กลัว ไม่ตื่นเต้น ไม่วิตกกังวล ไม่อาลัยอาวรณ์ ไม่อิจฉาริษยา ไม่หึงไม่หวง ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่กล่าวคำขัดแย้ง ไม่เห็นอะไรว่าเป็นของแปลก ถ้ายังไม่เห็นเช่นนั้นเอง มันก็ต้องรัก มันเห็นแปลกไม่ใช่ธรรมดา มันก็รัก หรือมันก็โกรธ หรือมันก็เกลียด หรือมันก็กลัว หรือมันก็ตื่นเต้น

 

เอาอย่างนี้กันก่อนก็ได้ เพราะไม่เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง มันก็หลงรักในทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งเมื่อไม่ได้อย่างใจมันก็โกรธก็ขัดใจ อีกทางหนึ่งก็เกลียด ให้โง่ให้เหนื่อยให้กลัว กลัวให้ลำบากแล้วก็ตื่นเต้น ตื่นเต้นเห็นอะไรแปลกก็ตื่นเต้น ไปถึงที่นั่นก็ตื่นเต้น ไปถึงที่นี่ก็ตื่นเต้น นี่คือคนโง่ ไม่เห็นเช่นนั้นเอง แล้วนี่มันก็มีผลไปถึงวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ นอนหลับยากแหละ นอนหลับยากถ้าคนไม่เห็นเช่นนั้นเอง ก็เป็นห่วงอยู่เสมอ แล้วมันก็หวงมันก็หึง หวงหนักมากเข้ามันก็คือหึง เพราะมันไม่เห็นว่าเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง มันไม่เห็นนี่ มันก็รักมากหวงมากถึงขนาดหึง แล้วมันก็ยกตนข่มท่าน ว่ากูมีอะไรดีกว่ามึงแหละ แล้วมันก็จะไม่ยอม มันจะขัดแย้ง ขัดแย้งเสมอไปแหละ แล้วก็ไม่เห็นว่าเช่นนั้นเอง

 

เห็นเช่นนั้นเองคือเห็นสิ่งสูงสุด

 

นี่ขอให้รู้ไว้ว่า นี้แหละคือเครื่องทดสอบว่า สูงแล้ว หรือยังต่ำอยู่ ถ้าเห็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเองแล้วก็เรียกว่าสูง จนจิตใจไม่หวั่นไหว ที่เป็นกันอยู่มาก ๆเช่นว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็เห็นว่า ความเกิดก็เช่นนั้นเอง ความแก่ก็เช่นนั้นเอง ความเจ็บก็เช่นนั้นเอง ความตายก็เช่นนั้นเอง ไม่รัก ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่กลัวอะไรกับมันถ้าเห็นเช่นนั้นเอง อย่างนี้เรียกว่าเก่งมาก เก่งไปถึงจนที่สุดแหละ จนเห็นว่ามันเช่นนั้นเอง ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย

 

ทีนี้ยังโง่อยู่ มันก็เห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นของแปลก เป็นของเหลือวิสัย เป็นของอะไรต่าง ๆนา ๆแล้วก็กลัวแล้วก็เป็นทุกข์ อย่างนี้ยังไม่เห็นเช่นนั้นเอง ยังเห็นโลกน้อย ยังรู้จักชีวิตน้อย ยังเหมือนกับเด็ก ๆ

ถ้าเป็นคนแก่จริง มันก็จะต้องเห็นสูงกว่านั้น เห็นเช่นนั้นเองนั่นเอง ความเจ็บไข้ก็เช่นนั้นเอง ความแก่ก็เช่นนั้นเอง ความตายก็เช่นนั้นเอง หรือกินยารักษาหายก็เช่นนั้นเอง ยานั้นก็เช่นนั้นเองเหมือนกัน มันทำหน้าที่เช่นนั้นเอง เห็นเช่นนั้นเองนั่นแหละเห็นสูงสุดในพระพุทธศาสนาเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุญญตา อะไรก็ตามมันรวมไปที่เห็นเช่นนั้นเอง เห็นอนิจจังว่า ไม่เที่ยง ไม่เที่ยง ไม่เที่ยง มันก็เช่นนั้นเอง นี่มันไม่เที่ยง ทุกขัง ๆ ทนยาก ลำบาก ถูกบีบคั้นอยู่ด้วยความไม่เที่ยง มันก็เช่นนั้นเอง แล้วอนัตตา มันไม่มีตัวตนที่จะทนได้ มันก็เช่นนั้นเอง เรียกว่าไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตนมันก็เช่นนั้นเอง เป็น สุญญตา เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจว่า อิทัปปัจจยตา อิทัปปัจยตาก็เช่นนั้นเอง คือเห็นสิ่งสูงสุดกว่าสิ่งใดหมด เห็นแล้วเป็นพระอรหันต์ เป็นพระตถาคต

 

นี่ขอให้คำนวณดู ว่าเราได้เลื่อนมาในลักษณะนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นผู้สูงอายุแท้จริงตามความหมายในพุทธศาสนา ก็จะต้องเห็นอนิจจังมากขึ้น เห็นทุกขังมากขึ้น เห็นอนัตตามากขึ้น เห็นสุญญตามากขึ้น เห็นอิทัปปัจยตามากขึ้น เห็นตถตามากขึ้น จนคงที่ไม่หวั่นไหว ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีความรู้สึกชนิดที่ยินดียินร้าย ชอบใจก็ยินดี ไม่ชอบใจก็ยินร้าย อย่างนี้ยังโง่มาก มันไม่ได้คิด ไม่ได้สังเกต ไม่ได้ศึกษา ตลอดเวลาที่ผ่านมาแล้ว ถ้าศึกษากันอย่างดีก็จะเห็นว่า มันเช่นนั้เองแหละ ที่มันไม่น่ารักไม่น่าพอใจมันก็เช่นนั้นเอง อย่างหนึ่งก็ทำให้อยากได้ อยากเอา อยากเป็น อีกอย่างหนึ่งก็ทำให้ไม่อยากได้ ไม่อยากเอาไม่อยากเป็น อยากจะฆ่า อยากจะทำลายเสียนี่มันเรื่องยุ่ง เรื่องปรุงแต่ง ไม่ใช่ความสงบ

 

ทดสอบตนเองบ้างว่าสูงอายุหรือยัง

 

เดี๋ยวนี้ก็เกิดมาอายุหลายสิบปีแล้ว มันก็ควรจะใคร่ครวญดู อะไรเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไรมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น เป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นคนสูงอายุ เป็นคนแก่หง่อมคนเฒ่า มันมีอะไรเป็นอย่างไร ทำไมจะต้องไปหลงรักหลงเกลียด หลงโกรธ หลงกลัว หลงตื่นเต้นกับมัน นี่เป็นเครื่องวัดที่แน่นอน ขอให้เอาสิ่งเหล่านี้ไปเป็นเครื่องวัดว่าสูงอายุหรือยัง หรือว่ายังขึ้น ๆ ลง ๆฟู ๆ แฟบ ๆ เหี่ยวๆ แห้ง ๆบวม ๆอะไร ๆอยู่ เหมือนกับเด็ก ๆ เหมือนกับเด็ก ๆ

 

นี่อาตมาพูดอย่างนี้ ก็เพื่อว่าจะให้สำเร็จประโยชน์ในการที่จะเป็นผู้สูงอายุ ในการที่จะตั้งชุมนุม สมาคมของผู้สูงอายุ คือชนะโลก ชนะอายุ ไม่เหมือนกับเด็ก ๆอีกต่อไป เด็กๆ ก็ยกให้เขาเถิด เขาจะต้องรัก ต้องโกรธ ต้องเกลียด ต้องกลัว ต้องตื่นเต้น ต้องวิตกกังวล เพราะเขายังไม่รู้อะไร เด็ก ๆเขาไม่มีความรู้มาแต่ในท้องเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็อภัยให้เด็ก ๆที่จะต้องหลงใหลอย่างนั้นอย่างนี้ หลงใหลในของสวย ของงาม ของไพเราะ ของหอม ของอร่อย ของนิ่มนวล ของอะไรก็ตามใจเป็นเรื่องของเด็ก ๆ แต่เมื่อผู้ใหญ่ผ่านมาพอสมควรแล้ว ก็เห็นเป็นของเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง ยิ่งขึ้นไปยิ่งขึ้นไปนั่นแหละ คือว่าสูงอายุยิ่งขึ้นไป ถ้ายังมีความรู้สึกเหมือนเด็ก ๆ เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ นี้ไม่ใช่สูงอายุ

 

ถ้าเป็นผู้สูงอายุต้องอยู่เหนือการหัวเราะและเหนือการร้องไห้ ไม่ต้องมีการร้องไห้หรือหัวเราะ มันเฉยได้เพราะเห็นว่ามันเท่านี้เอง เช่นนี้เอง แค่นี้เอง จะไม่ไปให้ความสำคัญอะไรมากไปกว่านั้น มีคนแก่ ๆก็ วิเวก คือสงบไม่มีอะไรรบกวนหรือกวนไม่ได้ ไม่มีอะไรปรุงแต่งหรืออะไรปรุงแต่งไม่ได้ นี่เรียกว่าใกล้ต่อพระนิพพาน มันใกล้ต่อพระนิพพานจนกระทั่งในที่สุดก็ปรุงแต่งไม่ได้ ปรุงแต่งไม่ได้โดยประการทั้งปวง เป็นวิสังขาร เป็นอสังขตะหมด รอดไปพ้นไปฝั่งโน้น ไม่อยู่ฝั่งนี้ซึ่งเต็มไปด้วยการปรุงแต่ง ด้วยความทุกข์ ด้วยหัวเราะและร้องไห้

 

ขอให้ศึกษาเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ในสิ่งที่ไม่เคยเห็นและไม่เคยรู้สึกว่าเช่นนั้นเอง เด็ก ๆชอบของเล่นของอร่อย เดี๋ยวนี้มันก็เช่นนั้นเอง กามารมณ์ของคนหนุ่มสาวก็เช่นนั้นเอง เงินทองข้าวของทรัพย์สมบัติของพ่อบ้านแม่เรือนก็เช่นนั้นเอง แล้วก็ชอบความสงบไม่กระโดดโลดเต้น ความไม่ขึ้นไม่ลง ไม่ฟูไม่แฟบไปตามอารมณ์นั้น ๆ   

 

นี่อาตมาก็บอกตรง ๆอย่างนี้ ไม่เกรงใจดอกว่า ถ้าเป็นผู้สูงอายุกันแล้วต้องเป็นอย่างนี้ ปฏิบัติอยู่อย่างนี้ และมันก็เป็นหลักที่อาตมาเองก็ถืออยู่อย่างนี้ ปฏิบัติอยู่อย่างนี้ เพื่อความเป็นผู้สูงอายุ ของให้ใช้คำว่าสูง สูง สูง นี้ให้ถูกต้อง ถ้าสูงมันก็อยู่เหนือแหละ เหมือนกับว่าภูเขาสูง อะไรสูงน้ำมันไม่ท่วมแหละ มันอยู่เหนือเพราะมันสูง ขอให้สูงจนไม่มีอะไรท่วม ความทุกข์ก็ไม่ท่วม กิเลสก็ไม่ท่วม อะไร ๆก็ไม่ท่วม ไม่มีอะไรท่วมจิตใจได้ เพราะว่าจิตใจมันสูงเสียแล้ว

 

จิตใจสูงได้เพราะรู้อย่างถูกต้อง

สูงเพราะเหตุอะไร สูงเพราะรู้ รู้อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไร แล้วก็ไม่ตื่นเต้นไม่อะไรหมด ไม่รักอะไร ไม่โกรธอะไร ไม่เกลียดอะไร ไม่กลัวอะไร ไม่ตื่นเต้นอะไร นี่ยังชอบไปดูของเล่น บางทีคนแก่ ๆยังไปชอบดูมวย ไปดูกายกรรมไปดูอะไรที่มันน่าตื่นเต้น นี่เพราะยังไม่เห็นว่าเช่นนั้นเอง ถ้าเขาไปโลกพระจันทร์ได้ก็ตื่นเต้น ที่จริงมันก็เช่นนั้นเองแหละ เมื่อทำถูกต้องเช่นนี้มันก็ไปโลกพระจันทร์ได้ ไม่น่าตื่นเต้นอะไรเป็นเรื่องธรรมดา ๆ

 

นี่ความที่ว่าสูง สูง สูงจนอะไรท่วมไม่ได้ กิเลสท่วมไม่ได้ ความโลภท่วมไม่ได้ ความโกรธท่วมไมได้ ความหลงท่วมไม่ได้ ความทุกข์ก็เกิดไม่ได้ เพราะมันไม่ไปหลงรักหลงโกรธหลงเกลียด แล้วมันไม่เกิดกิเลส แล้วมันไม่เกิดความทุกข์ดอก ความทุกข์เกิดได้เพราะมีกิเลส กิเลสมันเกิดเพราะไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่ามันเช่นนั้นเอง มันจึงโง่ไปว่าน่ารักน่าเกลียด ว่าได้กำไรว่าขาดทุน ว่าแพ้ว่าชนะ ว่าสวยว่าไม่สวย เป็นคู่ ๆไปทุกคู่ ไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยคู่ มันก็โง่เป็นคู่ ที่จริงมันเป็นเช่นนั้นเอง ในเรื่องเหล่านี้มันเช่นนั้นเอง เพราะมันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เป็นไปตามวิสัยโลกเป็นไปตามธรรมดาโลก

 

เพราะไม่เห็นว่ามันเช่นนั้นเองมันจึงเห็นเป็นดีเป็นชั่ว เป็นได้เป็นเสีย เป็นบุญเป็นบาป เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นแพ้เป็นชนะ เป็นมั่งมีเป็นยากจน เป็นอะไรต่าง ๆ ที่จริงมันก็คือเช่นนั้นเอง คือเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันเช่นนั้นเอง เมื่อเราต้องการจะไม่ยากจน ก็ทำให้ถูกเรื่องเช่นนั้นเองของความไม่ยากจน อยากจะดีก็ให้ถูกต้องตามเรื่องของดีก็ดี แต่ว่า ถ้าไปทำยึดมั่นเข้าแล้ว มันกัดเอาทั้งนั้นแหละ บุญก็ดีความสุขก็ดี อะไรก็ดีถ้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราของเราแล้ว มันหนักอกหนักใจ นอนไม่หลับทั้งนั้นแหละ

 

มีหรือเป็นไม่ถูกต้องเพราะความยึดมั่น

ขอให้ไปดูในเรื่องนี้ว่า ถ้าไปยึดมั่นว่าเป็นตัวเราหรือของเราแล้ว มันก็หนักอกหนักใจนอนไม่หลับทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเอามาเป็นเราเป็นของเราเลย ให้มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยเช่นนั้นเอง ถ้าเราจะเอามากินมาใช้มาเกี่ยวข้องก็ให้รู้จักเช่นนั้นเอง ใช้อย่างเช่นนั้นเอง อย่าเอามาเป็นตัวกูเป็นของกู ให้มันเป็นเช่นนั้นเองตามธรรมชาติ

 

เงินทอง ข้าวของ วัวควาย ไร่นา ก็มีอย่างเช่นนั้นเอง จะกินจะใช้ก็ทำไปอย่างเช่นนั้นเอง อย่าเอามายึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวกูเป็นของกู เป็นตัวเราเป็นของเรา ให้มันเป็นไปเช่นนั้นเองไปตามธรรมชาติ วัวควายก็ให้มันอยู่ในทุ่งนา อย่ามาอยู่บนหัวของเจ้าของ นอนไม่หลับ เงินเอาไปฝากไว้ในธนาคารก็อยู่ในธนาคาร อย่ามาสุมอยู่บนหัวของเจ้าของแล้วนอนไม่หลับ ลูกหลานเหลนก็เหมือนกันแหละ ให้มันเป็นเช่นนั้นเอง ให้มันถูกต้อง อย่ามาสุมอยู่ในอกในใจคนแก่ ๆ จนนอนไม่หลับ นี่เพราะยึดมั่นถือมั่นแล้วมันเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น จะทำให้เป็นทุกข์ทรมาน เรียกว่ามันกัดเอา

 

ถ้าปล่อยให้อยู่ตามธรรมชาติ มันก็ไม่ทำอันตราย มันเป็นเช่นนั้นเอง แต่พอเอามายึดถือว่าตัวกู-ของกูมันก็กัดเอาทันที เพราะยึดมั่นถือมั่นมันจึงกัดเอา เหมือนกับว่าถ้าเรายกขึ้นมาหิ้วไว้ มือมันก็หนัก ไม่หิ้วมันก็ไม่หนักมือ ถ้าเราปล่อยวางเสียมันก็ไม่หนักมือ พอเรามาหิ้วมาถือไว้มันก็หนักมือ นั่นแหละคือมันกัดเอา จะมีก็มีโดยที่ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น มีอย่างถูกต้องตามเช่นนั้นเองก็มีได้ มีเงินมีทอง มีอะไรก็มีได้โดยไม่ต้องหนักอกหนักใจ ถ้ามีไม่เป็นแล้วมันก็กัดเอา มันหนักอกหนักใจนอนไม่หลับ เป็นบ้าก็มี ฆ่าตัวเองตายก็มี เพราะมีเป็นตัวกูของกู นี้มันเกิดเข้าใจผิดเป็นตัวเป็นของตัวขึ้นมา มันก็เห็นแก่ตัว เมื่อยึดมั่นก็เกิดความเห็นแก่ตัว

 

เมื่อเห็นแก่ตัวมันก็เกิดกิเลส เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง เมื่อเกิดกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันก็ต้องเกิดความทุกข์แหละ แล้วมันก็ไม่รักผู้อื่น มันก็ไม่ช่วยใครดอก เพราะมันเห็นแก่ตัวมันก็ไม่เห็นแก่ผู้อื่น เพราะเห็นแก่ตัวมันก็ไม่เห็นแก่ธรรมไม่เห็นแก่ความถูกต้อง มันเห็นแก่ตัวเรื่อยไป เดี๋ยวนี้ในโลกมีแต่คนเห็นแก่ตัวจึงเบียดเบียนกัน เบียดเบียนกัน ดูซิเบียดเบียนกันเท่าไหร่ ที่ไหนก็ตามเพราะเห็นแก่ตัวมันเบียดเบียนกัน เกิดเป็นคนมั่งมีกับคนยากจนเห็นแก่ตัว ต่อสู้กัน คนมั่งมีเป็นนายทุนก็เห็นแก่ตัว คนยากจนเป็นกรรมกรก็เห็นแก่ตัว เป็นคอมมิวนิสต์ นายทุนก็เห็นแก่ตัว คอมมิวนิสต์ก็เห็นแก่ตัว ก็ได้กัดกันไม่มีที่สิ้นสุด นี่มันเป็นเรื่องกิเลสเพราะไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นของตัว แล้วก็มีของสวยของงามของหอมของเอร็ดอร่อยเพิ่มขึ้น ๆ ส่งเสริมความเห็นแก่ตัว

 

เดี๋ยวนี้ในโลกมันยิ่งเห็นแก่ตัว ก็เพราะมันมีการส่งเสริม มีเครื่องส่งเสริม มีของสวยของงามของเอร็ดอร่อยมาส่งเสริม มันก็ยิ่งเห็นแก่ตัวนี้ คนไม่รู้ความถูกต้อง ไม่รู้ความพอดี ไม่รู้ความสงบ รู้แต่ปรุงแต่ง ปรุงแต่ง ส่งเสริม ปรุงแต่งให้ยิ่ง ๆขึ้น ๆไป ไม่มีความถูกต้องในการกระทำ เลยไม่มีพอใจอะไร มีแต่ หิว หิว หิว ต่อไป ได้มาเท่านี้ก็หิวให้มากกว่านี้ แล้วก็หิวต่อไป ได้มาเท่านั้นก็อยากมากกว่านั้น ก็หิวต่อไป หิวเรื่อยไป ไม่มีวันหยุดหิว แล้วจะเรียกว่าผู้สูงอายุได้อย่างไร มันก็เท่าเดิมแหละ ถ้ารู้จักลดกิเลส ลดความหิว ลดความต้องการ เห็นว่า โอ๊ยมันเช่นนั้นเองแหละ มันก็เช่นนั้นเองแหละ นั่นแหละ เรียกว่า มีปัญญาสมกับเป็นผู้สูงอายุ รู้จักความถูกต้อง ว่าจะต้องทำจิตใจอย่างไร คิดอย่างไร พูดจาอย่งาไรให้มันถูกต้อง ก็คือธรรม ธรรมะก็คือความถูกต้อง

 

ธรรมะคือหน้าที่ ต้องทำหน้าที่ให้ถูกต้อง

หน้าที่ทุกหน้าที่ทำให้ถูกต้อง แล้วก็จะมีความสุข หน้าที่ ๆนั่นแหละคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพ คนเหล่านี้ปากว่าเคารพพระพุทธเจ้า แต่ไม่เคารพสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพ พระพุทธเจ้าเคารพอะไรรู้ไหม ? พระพุทธเจ้าทรงเคารพธรรมะ ,ธรรมะคืออะไร? ธรรมะคือหน้าที่

 

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วใหม่ ๆท่านถามตัวเองว่า นี่จะเคารพอะไรต่อไปนี้ เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ใคร่ครวญไปใคร่ครวญมา โอ เคารพธรรมะ เคารพธรรมะ จึงประกาศออกว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีต ในอนาคต ในปัจจุบันล้วนแต่เคารพธรรมะ เคารพธรรมะคือหน้าที่ ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง เป็นพระพุทธเจ้าก็ทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้าก็ไม่ใช่พระพุทธเจ้าดอก

 

เราทั้งหลายเหล่านี้ก็เหมือนกัน ถ้าไม่ทำหน้าที่ของตนก็ไม่เป็นคนดอก ถ้าทำหน้าที่ของเด็กก็เป็นเด็ก ทำหน้าที่ของวัยรุ่นก็เป็นวัยรุ่น ทำหน้าที่ของหนุ่มสาวก็เป็นหนุ่มสาว ทำหน้าที่พ่อบ้านแม่เรือนก็เป็นพ่อบ้านแม่เรือน ทำหน้าที่ของคนแก่ก็เป็นคนแก่ ทำหน้าที่อะไรก็เป็นอย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำให้ถูกต้อง อยากจะเป็นผู้พ้นทุกข์อยู่เหนือความทุกข์ ก็ทำหน้าที่ให้มันถูกต้อง

 

ความสุขหาได้เมื่อทำหน้าที่ถูกต้อง

หน้าที่ของผู้สูงอายุ เกิดมานานล่วงผ่านวัยมานาน ทำให้ถูกต้อง ทำให้ถูกต้องในหน้าที่นั้น ๆแล้วก็พอใจ แล้วก็เป็นสุข ไม่ต้องมาเที่ยวภาคใต้ให้เสียสตางค์ ล้างถ้วยล้างจานกวาดบ้านถูเรือนอยู่ที่บ้านนั่นแหละ มีสติสัมปชัญญะทำให้ดีที่สุด ให้รู้สึกว่าถูกต้องที่สุด แล้วก็พอใจที่สุด จะมีความสุขที่แท้จริงอยู่เมื่อล้างถ้วยล้างจาม กวาดบ้านถูเรือน ท่านทั้งหลายคงไม่เชื่อ ไม่เชื่อก็ตามใจ แต่ขอให้เอาไปคิดเถิด ความสุขที่แท้จริงมันเกิดโดยไม่ต้องเสียเงินสักสตางค์หนึ่ง อะไรเป็นหน้าที่ทำให้ถูกต้อง แล้วก็พอใจ พอใจแล้วก็เป็นสุข ส่วนที่เอาเงินไปซื้อไปใช้นั้น เป็นเรื่องความเพลิดเพลินที่หลอกลวงทั้งนั้น ยิ่งใช้เงินมากขึ้นเท่าไหร่ยิ่งหลอกลวงมากเท่านั้น ยิ่งใช้เงินมากเท่าไหร่ยิ่งไม่ใช่ความสุขเท่านั้น ยิ่งไม่ต้องใช้เงินเลย แต่ว่าทำให้ถูกต้องและพอใจ พอใจนี้เป็นความสุขที่แท้จริง

 

ตื่นนอนขึ้นมา ล้างหน้าให้ดี ถูฟันให้ดี มีสติสัมปชัญญะให้ดี มีแปรงถูฟัน และฟันเป็นอารมณ์ของสมาธิ ทำด้วยจิตใจที่เป็นสมาธิถูกต้อง ถูฟันล้างหน้าพอใจ ถูกต้องพอใจ เป็นสุขตลอดเวลาที่ล้างหน้า ได้ความสุขที่แท้จริงตลอดเวลาที่ล้างหน้า แต่คนโง่มันทำไม่ได้ คนโง่ทำไม่เป็น บางทีมันไม่อยากจะล้างหน้าเสียด้วยซ้ำไป เมื่อล้างหน้าจิตใจมันอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ โกรธใครรักใครอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่มีสติสัมปชัญญะสมาธิในการล้างหน้าและถูฟัน ก็ไม่ได้รับความพอใจและเป็นสุขในขณะที่ล้างหน้าและถูฟัน

 

นี้ไปอาบน้ำเข้าไปในห้องน้ำ มีสติสัมปชัญญะรู้ว่าเป็นหน้าที่ ถูกต้องที่สุดทำให้ดีที่สุด จะเปิดก๊อกน้ำ จะตักน้ำอาบ จะถูขี้ไคล มีสมาธิอยู่ที่ขี้ไคล ขี้ไคลหลุดออกไปเท่าไหร่ก็รู้สึกว่าเป็นความถูกต้องและพอใจ เลยเป็นสุขพอใจ เป็นสุขที่แท้จริงตลอดเวลาที่อาบน้ำ แต่คนโง่ทำไม่ได้ จิตใจมันอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะอาบน้ำให้ดีที่สุด ไม่ทำปัญญาในการอาบน้ำให้ดีที่สุด มันก็ไม่มีความรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ มันก็ไม่ได้รับความสุขเมื่ออาบน้ำ ก็คิดว่าจะเอาเงินไปหากามารมณ์ ไปเล่นหัวสนุกสนานที่ไหนไปหากันที่นั้น นั้นมันความเพลิดเพลินที่หลอกลวง ขอให้อยู่ที่หน้าที่ที่ต้องทำแต่ละวัน ๆให้ถูกต้องและพอใจ ทีนี้จะยกตัวอย่างเมื่อไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะ เข้าในห้องน้ำเพื่อไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะหรือที่ไหนก็ตาม ขอให้มีสติสัมปชัญญะ ทำหน้าที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะให้ดีที่สุด ดีที่สุด ให้รู้สึกว่าพอใจ ๆก็เลยมีความสุขตลอดเวลาที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ แต่นี้คนโง่ทำไม่ได้ เพราะจิตใจมันอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ มันไม่มีสติสัมปชัญญะ ที่จะทำหน้าที่อันนี้ให้ดีให้ถูกต้อง และพิจารณาด้วยสมาธิเลย

 

ทีนี้จะไปกินข้าว เข้าไปในห้องอาหาร ต้องมีสติสัมปชัญญะทำให้ดีที่สุด ตักข้าวใส่จาน ตักข้าวใส่ปาก เคี้ยวข้าวกลืน มีสติสัมปชัญญะทำให้ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด พอใจที่สุด ก็มีความสุขตลอดเวลาที่กินอาหาร เดี๋ยวนี้ คำนี้ถูกปากมันก็บ้าไปเลย คำนี้ไม่ถูกปากมันก็ด่าเลย มันมัวแต่อร่อยไม่อร่อย ทะเลาะกับความไม่อร่อย ถ้ามีแม่ครัวเป็นลูกจ้างแล้วก็ด่าแม่ครัวเลย ไม่เคยคิดว่านี้มันเช่นนั้นเอง ที่มันไม่มีรสอร่อยก็เช่นนั้นเอง ที่มีรสอร่อยมันก็เช่นนั้นเอง ถ้าผลไม้ลูกนี้มันเปรี้ยวไปก็คิดว่ามันเช่นนั้นเอง เราก็กินของเปรี้ยว ทำไมจะต้องโกรธ ถ้าแตงโมนี้มันจืดไป ทำไมจะต้องโกรธว่ามันเป็นแตงโมชนิดนี้ เราก็กินได้ แล้วมันเป็นชนิดนี้นี่เอง ก็ไม่ต้องโกรธ แล้วยังได้รับประโยชน์ ที่ว่าปกติ ปกติ ปกติ กินอาหารด้วยสติสัมปชัญญะสมาธิและปัญญา มีความสุขว่าถูกต้องแล้วพอใจแล้ว ตลอดเวลาที่กินอาหาร ได้รับความสุขที่แท้จริงไม่ต้องเสียสตางค์สักสตางค์เดียว เพราะว่ามันทำถูกต้อง

 

ทีนี้ก็จะมาถึงว่า ล้างถ้วยล้างจานกวาดบ้านถูเรือน จะล้างถ้วยล้างจานก็ได้ กวาดบ้านก็ได้ ถูเรือนก็ได้ จงมีสติสัมปชัญญะ ล้างถ้วยล้างจานกวาดบ้านถูเรือน ถ้าล้างจานก็มีสติอยู่ที่ถ้วยที่จานที่ล้าง ที่ของสกปรกที่ติดอยู่ที่ถ้วยที่จานหลุดออกไป ๆ หลุดออกไป รู้สึกว่าถูกต้อง ๆพอใจ ๆ ก็เป็นสุขในการกระทำอย่างนั้น แต่คนโง่ทำไม่ได้ มันทนทำไม่ได้ เพราะว่าจิตใจมันอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่มีสติสัมปชัญญะจะล้างถ้วยล้างจานให้เป็นสมาธิ ให้เป็นปัญญา ให้รู้ว่าถูกต้องแล้วก็พอใจ

 

เมื่อกวาดบ้านขอให้จิตใจอยู่ที่ปลายไม้กวาด เป็นสมาธิที่ปลายไม้กวาด ขี้ฝุ่นที่อยู่ปลายไม้กวาดเป็นอารมณ์ของสมาธิ แล้วก็กวาดไป กวาดไปด้วยสติด้วยสมาธิ ถูกต้อง พอใจ ๆ เลยมีความสุขที่แท้จริงตลอดเวลาที่กวาดบ้าน หรือถูเรือนเหมือนกันแหละกับกวาดบ้าน ผ้าชุบน้ำติดอยู่ที่ของสกปรกเป็นอารมณ์ของสมาธิ ทำไป ทำไป เจริญสมาธิอยู่ที่นั่น จนเสร็จจนถูกต้องพอใจ พอใจ แต่แล้วคนโง่ไม่ทำ ทำไม่ได้ ไม่รู้จักทำ ต้องเอาเงินไปซื้อหาอะไรที่สวยงามหอมหวนสนุกสนาน เอร็ดอร่อยโน่น จึงจะว่าได้ความสุข เป็นความโง่ คือสิ่งที่ได้มานั้นไม่ใช่ความสุข มันเป็นความเพลิดเพลินที่หลอกลวง ความสุขเป็นความโง่ คือสิ่งที่ได้มานั้นมันไม่ใช่ความสุข มันเป็นความเพลิดเพลินที่หลอกลวง ถ้าเป็นความสุขจริงต้องให้เกิดความรู้สึกว่าถูกต้อง ถูกต้องตามทางธรรมะ เป็นหน้าที่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าก็เคารพ พระพุทธเจ้าเคารพหน้าที่ เดี๋ยวนี้เราก็เคารพหน้าที่ ทำหน้าที่นี้อย่างดีที่สุดตรงกับพระพุทธเจ้า เราก็ยินดีพอใจเป็นสุข เป็นสุขแท้จริง เรียกได้ว่าความสุขแท้จริง ไม่ใช่ความเพลิดเพลินที่หลอกลวงที่เอาเงินไปซื้อไปหามามากมายเต็มบ้านเต็มช่อง หรือนอกบ้านนอกช่อง ต้องไปกินไปเล่นนอกบ้านนอกช่อง มันเป็นความเพลิดเพลินที่หลอกลวง เพราะฉะนั้นอย่าให้ความเพลิดเพลินที่หลอกลวงนี้หลอกลวงต่อไป อย่าให้ความหลอกลวงนี้หลอกลวงว่ามาทัศนาจร มาเที่ยวหาความเพลิดเพลินอย่างนี้ ซึ่งมันก็จะไม่คุ้มค่าเงินก็ได้ มันไม่ฉลาดขึ้น ถ้าฉลาดขึ้นต้องให้เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง ไปบ้านไหนเมืองไหนไปเที่ยวที่ไหน ไปทัศนาจรที่ไหนก็เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง

 

ในที่สุดมันก็จะบอกว่า โอ้ นี่ไม่ต้องมาก็ได้โว้ย นี้ไม่ต้องมาก็ได้ มันเป็นเช่นนั้นเอง หาดูได้ทั่วไป ที่บ้านก็มี หาพบเป็นเช่นนั้นเองแล้วก็หยุดทันที จิตมันไม่ปรุงแต่ง จิตมันไม่ฟุ้งซ่าน จิตมันไม่ยึดมั่นถือมั่น มันมีความสุข มีวิเวก มีความสงบที่นั่น ที่ตรงนั้น ไม่ต้องเสียเงินแม้แต่สักสตางค์แดงเดียว อย่างนี้มันเก่งเท่าไหร่ มันถูกต้องเท่าไหร่มันมีเหตุผลเท่าไหร่ ขอให้ท่านทั้งหลายช่วยพิจารณากันดู

 

หน้าที่ที่ถูกต้องพอใจนั่นแหละคือความสุขที่แท้จริง ชาวนาก็ทำนาให้ถูกต้องที่สุดพอใจที่สุด ชาวสวนก็ทำสวนให้ถูกต้องที่สุดพอใจที่สุด คนค้าขายก็ค้าขายให้ถูกต้องที่สุดพอใจที่สุด ทำราชการก็ทำราชการให้ถูกต้องที่สุดพอใจที่สุด เป็นกรรมกรแบกหามก็ทำให้ถูกต้องพอใจที่สุด ยิ่งเหงื่อออกมาก็ยิ่งรู้ว่ายิ่งถูกต้อง แม้ว่ามันอาภัพอับโชคมันต้องนั่งขอทาน ก็ขอทานให้ดีที่สุด ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด หาเลี้ยงชีพให้ถูกต้อง ให้ดีที่สุดก็พอใจที่สุด แล้วก็บริหารร่างกาย อย่างว่าจะกินข้าวจะอาบน้ำ จะถ่ายอุจจาระปัสสาวะ บริหารอย่างนี้ก็ทำดีที่สุด จะคบหาสมาคมกับเพื่อน ญาติมิตรสหายทั้งหลาย ก็ทำดีที่สุดถูกต้องที่สุด มีความพอใจที่สุด พอใจเพราะความถูกต้อง ถูกต้อง นึกขึ้นมาก็พบแต่ความถูกต้อง ค่ำลงใคร่ครวญดูว่าวันนี้ทำอะไรบ้าง ก็พบแต่ความถูกต้อง ๆทุกอิริยาบถ ยกมือไหว้ตัวเองได้ เข้าใจว่าเป็นคำพูดที่ท่านทั้งหลายยังไม่เคยได้ยิน ยกมือไหว้ตัวเองได้เมื่อไหร่เป็นสวรรค์เมื่อนั้น เกลียดน้ำหน้าตัวเองเมื่อไหร่เป็นนรกเมื่อนั้น ไม่ต้องไปหาที่ไหน ถ้าทำจนยกมือไหว้ตัวเองได้ที่ไหนก็เป็นสวรรค์ที่แท้จริงเมื่อนั้น ทำไม่ถูกต้อง เกลียดตัวเองรังเกียจตัวเองอยู่เสมอก็เป็นนรกเมื่อนั้น

 

พระพุทธเจ้าตรัส สวรรค์-นรก ที่นี่ เดี๋ยวนี้

 

สวรรค์ต่อตายแล้วอยู่ข้างบนฟ้า นรกต่อตายแล้วอยู่ใต้ดินนั้น ยังไม่มีปัญหายังอยู่ไกล แล้วควบคุมไม่ได้ทำไม่ได้ เดี๋ยวนี้ ควบคุมได้ทำได้ ให้เป็นสวรรค์ขึ้นมาได้ เมื่อมีความถูกต้องในหน้าที่ที่กระทำ นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัส คนก่อนพระพุทธเจ้าเขาถือว่า นรกอยู่ใต้ดินสวรรค์อยู่บนฟ้า ทำบูชายัญทำอะไรแล้วก็ไป พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาเขาเชื่อกันอย่างนี้อยู่แล้วนะ เมื่อพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาประชาชนเขาเชื่ออย่างนี้อยู่แล้ว พระพุทธเจ้าก็ไม่ขัดคอ ไม่ขัดแย้ง ไม่ขัดขวาง เมื่อเชื่ออย่างนี้ก็ทำ แต่ตรัสว่า ถ้าอยากไปสวรรค์ก็ทำอย่างนี้ ๆ รักษากุศลกรรมบถ อยากไปนรกก็ทำอกุศลกรรมบถ แต่ว่าฉันเห็นแล้ว นรกอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเมื่อทำผิดพลาดไม่ถูกต้อง สวรรค์ก็อยู่ที่ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจเมื่อกระทำที่ถูกต้อง นี้คือคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องนรกเรื่องสวรรค์ที่ท่านสอน นรกใต้ดินสวรรค์บนฟ้านั้นเขาสอนอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาเขาเชื่ออย่างนั้นอยู่แล้ว ท่านก็ไม่ยกเลิกของเขา ก็ไม่ขัดคอเขา แต่บอกว่าต้องรักษาความถูกต้องจึงจะไปสวรรค์ ถ้าทำผิดพลาดก็ต้องไปนรก เดี๋ยวนี้ฉันจะบอกให้มันชัด อยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ว่าอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นแหละ ทำให้ถูกต้อง ๆเถิด เป็นสวรรค์ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่นี่และเดี๋ยวนี้

 

ระวังให้ดีที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าทำอะไรที่มันผิด มันจะเป็นนรกขึ้นมาที่นี่และเดี๋ยวนี้ แล้วก็ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ถูกต้องและพอใจเหมือนอย่างที่ว่ามาแล้ว ทำหน้าที่ถูกต้องไปเสียหมด ในการหาเลี้ยงชีวิตก็ดี ในการบริหารชีวิตประจำวันก็ดี ในการคบหาสมาคมก็ดี ถูกต้องไปหมด มันก็เป็นสวรรค์ที่นี่และเดี๋ยวนี้ไม่มีนรกเลย นึกถึงทีไรยกมือไหว้ตัวเองได้เดี๋ยวนั้น

 

ค่ำลงคิดบัญชีดู โอ๊ะ เต็มไปด้วยความถูกต้อง ยกมือไหว้ตัวเอง อย่างนี้คือ ไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริง พระพุทธเจ้าท่านทรงเคารพหน้าที่ ท่านค้นพบเรื่องหน้าที่ สอนเรื่องหน้าที่อันสูงสุด พระธรรมก็คือตัวหน้าที่ที่ท่านสอนนั่นแหละ พระสงฆ์ก็คือผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้สำเร็จจนมีความสุขนั่นแหละ ฉะนั้น ทั้งพระพุทธ ทั้งพระธรรม ทั้งพระสงฆ์ เกี่ยวกันอยู่กับหน้าที่ทั้งนั้น ทำให้ถูกต้องในเรื่องหน้าที่ ถูกต้องพอใจ ถูกต้องพอใจ แล้วก็จะเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์พร้อมกันไปในตัว จึงกล่าวได่ว่ายกมือไหว้ตัวเองเมื่อไรเป็นการไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พร้อมกันไปเมื่อนั้น เพราะเป็นความถูกต้องในเรื่องทุกเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่ คำว่าหน้าที่มันมีความสำคัญอย่างนี้ พระพุทธเจ้าจึงเคารพ แล้วคนที่เคารพพระพุทธเจ้านี้มันยังโง่ ไม่เคารพสิ่งที่พระพุทธเจ้าเคารพ

 

การทำหน้าที่ถูกต้องจะช่วยให้รอด

 

ฉะนั้น ขอให้เราทุกคนเคารพสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเคารพ คือ หน้าที่-หน้าที่ หน้าที่ถ้าเรียกเป็นไทยก็เรียกว่าหน้าที่ ถ้าเป็นภาษาอินเดียโบราณ ก็คือ ธรรมะ ธรรมะ พระธรรม ธรรมะคือหน้าที่ คำเดียวกับคำว่าหน้าที่ในภาษาไทย หน้าที่คือสิ่งที่ที่จะช่วยให้รอด เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งเดียวกัน คุณไม่ทำหน้าที่ลองดูซิ ลองไม่ทำ-หน้าที่ดู จะตายทันทีแหละ ที่อยู่ได้เพราะทำหน้าที่ถูกต้อง ฉะนั้นหน้าที่ที่ถูกต้องนั่นแหละคือ ธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ที่ถูกต้องแล้วช่วยให้รอด พอไม่ทำหน้าที่มันก็คือตาย คนก็ตายลองไม่ทำหน้าที่ สัตว์เดรัจฉานก็ตาย ต้นไม้ต้นไร่ก็ตาย ถ้าไม่ทำหน้าที่ เดี๋ยวนี้มันทำหน้าที่อยู่อย่างถูกต้องมันจึงรอดอยู่ได้ มีธรรมะคือการทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ถ้าไม่ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ไม่มีธรรมดอก ต่อให้ในโบสถ์ โบสถ์ไหนก็ตาม มันไม่ทำหน้าที่ มันมีแต่นั่งสั่นเซียมซี จุดธูปจุดเทียนพูดอ้อนวอนขอร้อง มันไม่ทำหน้าที่อะไร อย่างนี้ในโบสถ์นั้นไม่มีธรรมะเลย ธรรมะไปอยู่กลางทุ่งนา ไถนาอยู่โครม ๆนั่น กลับมีธรรม เพราะว่ามันทำหน้าที่ ฉะนั้นในโบสถ์ต้องทำหน้าที่ ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องทุกกระเบียดนิ้ว ในโบสถ์จึงจะมีธรรมะ ในวัดจึงจะมีธรรมะ แล้วมันก็รอด -รอด ไม่มีหน้าที่ก็ไม่มีความรอด ไม่มีพระเจ้าไหนมาช่วยได้ดอก ให้จุดธูปจุดเทียนบูชาอ้อนวอนขอร้องสักเท่าไหร่ก็ตาม ถ้าไม่ทำหน้าที่มันไม่รอดดอก มันตาย พระเจ้าสักฝูงหนึ่งก็ช่วยไม่ได้ถ้าไม่ทำหน้าที่ ถ้าทำหน้าที่ หน้าที่นั่นแหละกลายเป็นพระเจ้าขึ้นมา แล้วก็ช่วยให้รอดทันที คงจะเคยได้ยินที่เขาพูดกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ว่าพระเจ้าไม่ช่วยคนไม่ทำหน้าที่นั้นคือความจริงที่สุด เมื่อคนไม่ทำหน้าที่พระเจ้าก็มาช่วยไม่ได้ ตั้งใจจะช่วยก็ช่วยไม่ได้ ทำหน้าที่ หน้าที่ก็กลายเป็นพระเจ้า แล้วก็ช่วย แล้วก็ช่วย ก็ช่วยได้สิ เพราะมันทำหน้าที่นี่ หน้าที่มันก็ช่วย ธรรมะนั่นแหละช่วย หน้าที่นั่นแหละช่วย

 

ฉะนั้น อย่ามัวบนบานศาลกล่าวอ้อนวอนให้เป็นไสยศาสตร์ เป็นคนหลับอยู่เลย ไสยศาสตร์แปลว่าเป็นศาสตร์ของคนหลับ พุทธศาสตร์แปลว่าเป็นศาสตร์ของคนตื่น ไสยะ ๆนั้นแปลว่าหลับ ไสยศาสตร์ก็ศาสตร์ของคนหลับ ไม่รู้ ไม่มีปัญญา งมงายไปตามธรรมเนียมประเพณี บนบานศาลกล่าวไปตามธรรมเนียมตามประเพณี มันเป็นไสยศาสตร์อย่างนี้ช่วยไม่ได้ดอก ถ้าไม่ทำหน้าที่ มันต้องทำหน้าที่ พระเจ้าจึงจะเกิดขึ้นและช่วยได้ พุทธศาสตร์มีสติปัญญารู้เรื่องหน้าที่ว่ากรณีนี้ควรทำอย่างไร กรณีนี้ควรทำอย่างไร ก็ทำถูกต้องหมด มันก็ช่วยในตัวมันเอง

 

เราเป็นพุทธบริษัทนะ จะต้องถือพุทธศาสตร์นะ เป็นพุทธบริษัทต้องถือพุทธศาสตร์ เป็นพุทธบริษัทอย่าถือไสยศาสตร์เลย มันเป็นศาสตร์หลับ ไม่มีสติปัญญา มันยังหลับอยู่ ได้แต่บนบานศาลกล่าว ขอร้องอ้อนวอน ที่รอดอยู่ได้บ้างเพราะมีการทำหน้าที่ ส่วนนั้นเป็นพุทธศาสตร์นั่น ส่วนที่บนบานศาลกล่าวขอร้องอ้อนวอนนั้นเป็นไสยศาสตร์ เป็นลม ๆแล้ง ๆที่แท้จริงคือหน้าที่ เมื่อทำหน้าที่ถูกต้องก็ช่วยได้ นี้ก็เป็นพุทธศาสตร์

 

ผู้สูงอายุควรศึกษาปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้อง

 

ขอให้มีพุทธศาสตร์มากขึ้น ให้ไสยศาสตร์ลดลง ให้พุทธศาสตร์มากขึ้น ให้ไสยศาสตร์ลดลง นั่นแหละจึงจะเรียกว่าผู้สูงอายุ มีไสยศาสตร์มาแต่เด็ก ๆก็ช่วยไม่ได้เพราะไม่รู้ เดี๋ยวนี้มันอายุมากเข้า ๆเป็นผู้ใหญ่ผู้เฒ่าไสยศาสตร์ควรจะลดลง พุทธศาสตร์ควรจะเพิ่มขึ้น รู้ธรรมะอย่างถูกต้อง ทำได้ถูกต้องไปหมด สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง สัมมาสังกัปโป ปรารถนาถูกต้อง สัมมวาจา พูดจาถูกต้อง สัมมากัมมันโต ทำการงานถูกต้อง สัมมาอาชีโว ดำรงชีวิตถูกต้อง สัมมาวายาโม พากเพียรถูกต้อง สัมมาสติ กำหนดสติถูกต้อง สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นถูกต้อง ถูกต้อง ชอบ ถูกต้อง นั่นแหละรอดได้ นั่นแหละถูกต้อง นั่นแหละรอดได้ ให้หน้าที่ของเราถูกต้อง ๆ ถูกต้องไปทุกหน้าที่ เมื่อทำหน้าที่อะไรขอให้รู้ว่าธรรมะคือหน้าที่ สมมุติว่าคัน คันที่หลังจะเอื้อมมือไปเกา มีสติสัมปชัญญะ ทำหน้าที่เป็นธรรมะให้ถูกต้อง เพียงเท่านี้ก็มีธรรมะแล้ว มีความสุขแท้จริงแล้ว มีความพอใจ มีสติสัมปชัญญะ มีสมาธิ มีปัญญา เพราะว่าเอื้อมมือไปเกาที่คัน นี่ยกตัวอย่างอย่างเล็กที่สุดแล้ว ว่าต้องทำให้ดีที่สุดไม่ว่าหน้าที่อะไร

 

ฉะนั้นจงปฏิบัติหน้าที่ในการทำมาหากินให้ถูกต้อง ในการบริหารร่างกายประจำวันให้ถูกต้อง ในการคบหาสมาคมให้ถูกต้อง เรื่องคบหาสมาคมก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน ให้ปฏิบัติหน้าที่ เบื้องหน้าบิดามารดา ทุกคนมีบิดามารดา แม้แก่เฒ่าแล้วก็มีบิดามารดา ปฏิบัติต่อบิดามารดาให้ถูกต้อง ปฏิบัติเบื้องหลังบุตรภรรยาให้ถูกต้อง ปฏิบัติเบื้องซ้ายมิตรสหายให้ถูกต้อง ปฏิบัติเบื้องขวาครูบาอาจารย์ให้ถูกต้อง ปฏิบัติเบื้องบนผู้ที่อยู่เหนือทั้งหมดให้ถูกต้อง ปฏิบัติเบื้องล่างคือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทั้งหมดให้ถูกต้อง นี้เป็นหน้าที่เหมือนกัน หน้าที่ทางสังคมทางสมาคม อย่าได้พร่องเลย ทำมาหากินถูกต้อง บริหารชีวิตถูกต้อง ทำการคบหาสมาคมถูกต้อง ก็เลยถูกต้อง ๆๆเต็มไปหมด

 

นี่ผู้สูงอายุที่แท้จริง มีความถูกต้องเพิ่มขึ้น มีความผิดพลาดลดลง มีความผิดพลาดลดลง ถูกต้องมากขึ้น ถูกต้องมากขึ้น จนถูกต้องถึงที่สุด ยกมือไหว้ตัวเองได้ เรื่องก็จบ

 

นี้อาตมาขออภัยบ้างที่กล่าวอะไรตรง ๆมันจะเป็นการกระทบกระเทือนบ้าง ก็ขอให้คิดว่ากล่าวด้วยความหวังดี ด้วยความหวังว่า จะเลื่อนชั้นกันขึ้นไปเร็ว ๆจะเลื่อนชั้นเป็นผู้สูงอายุกันขึ้นไป ๆ ๆอย่างถูกต้อง แล้วจะได้ชื่อว่า เป็นผู้สูงอายุโดยแท้จริง คือสูงด้วยคุณธรรมในจิตใจ มีธรรมะมีความถูกต้องอยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่กาย ที่วาจา ที่ใจ แล้วเป็นอยู่อย่างสงบสุข ชนิดที่เรียกว่า ว่าง เหนือชั่วก็คือดี เหนือสุขก็คือว่าง เหนือทุกข์ก็คือสุข เหนือสุขก็คือว่าง เหนือบาปก็คือบุญ เหนือบุญก็คือว่าง ว่างไม่มีอะไรมากระทบกระทั่งมารบกวนแม้แต่ประการใด เพราะว่าไม่มีตัวกูไม่มีของกู ไม่มีอะไรยึดมั่นเป็น ตัวกู-ของกู มันก็มีความว่าง อยู่เหนือสิ่งที่มันยั่วยวนล่อหลอกทั้งหลาย ต่อไปนี้อย่าได้มีความรัก อย่าได้มีความโกรธ อย่าได้มีความเกลียด อย่าได้มีความกลัว อย่าได้มีความตื่นเต้น อย่าได้มีความวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ อย่าได้มีความอิจฉาริษยาหึงหวง อย่าได้มีการยกตนข่มท่าน อย่าได้มีการขัดแย้งใด ๆในระหว่างกันและกัน แล้วก็เห็นสิ่งทั้งปวงว่าเป็นเช่นนั้นเอง ไม่เกิดความหวั่นไหวไปตามสิ่งใด ๆ แล้วก็จงมีความสุขเย็น หลุดพ้นจากกองทุกข์อยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

=============================

พุทธพจน์เกี่ยวกับไตรลักษณ์ (รู้เท่าทันสภาวะไตรลักษณ์)

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)

กล่าวโดยย่อ จริยธรรมหรือการรู้จักถือเอาประโยชน์จากหลักอนิจจตา มี ๒ ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่หนึ่ง เมื่อประสบความเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่าปรารถนา ก็บรรเทาหรือกำจัดทุกข์โศกได้ เมื่อประสบความเปลี่ยนแปลงที่พึงใจ ก็ไม่หลงใหลเมามัว เพราะรู้เท่าทันกฎธรรมดา

 

ขั้นตอนที่สอง เร่งขวนขวายทำกิจ ที่ควรทำต่อไปให้ดีที่สุด และทำจิตใจที่เป็นอิสระ เพราะรู้ว่าความเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เป็นไปเอง หรือ เลื่อนลอย หรือ ตามความปรารถนาของเรา

 

ผู้ที่เห็นว่า สิ่งทั้งหลายไม่ยั่งยืน    ย่อมเปลี่ยนแปลงไป    จะทำอะไรไปทำไม    แล้วปล่อยชีวิตให้เลื่อนลอย ปล่อยอะไร ไปตามเรื่อง แสดงถึงความเข้าใจผิด และปฏิบัติผิดต่อหลักอนิจจตา    ขัดกับพุทธโอวาทที่เป็นปัจฉิมวาจาว่า    สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลาย จงทำกิจให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด

ที.ม. 10/143/180

 

"ภิกษุทั้งหลาย  เมื่ออะไรมีอยู่  เพราอาศัยอะไร  เพราะยึดถืออะไร   จึงเกิดทิฏฐิขึ้นว่า   นั่นของเรา   เราเป็นนั่น  นั่นเป็นอัตา/ตัวตนของเรา"

 

"ภิกษุทั้งหลาย   เมื่อรูป...เมื่อเวทนา...เมื่อสัญญา...เมื่อสังขาร...เมื่อวิญญาณมีอยู่   เพราะอาศัย  (รูป..เวทนา...สัญญา...สังขาร...)   วิญญาณ  เพราะยึดมั่น  (รูป..เวทนา...สัญญา...สังขาร...)   วิญญาณ   จึงเกิดทิฏฐิขึ้นว่า   นั่นของเรา   เราเป็นนั่น  นั่นเป็นอัตา/ตัวตนของเรา"

 

"ภิกษุทั้งหลาย  สมณะทั้งหลายก็ดี   พราหมณ์ทั้งหลายก็ดี   เหล่าหนึ่งเหล่าใด  ก็ตาม   ที่มองเห็นอัตา/ตัวตน   แบบต่างๆ   หลากหลายเป็นอเนก  ย่อมมองเห็นอุปาทานขันธ์เหล่านั้นทั้งหมด  หรือไม่ก็มองเห็นขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง   ในบรรดาอุปาทานขันธ์เหล่านั้นว่าเป็นอัตตา  กล่าวคือ

 

"ภิกษุทั้งหลาย  ปุถุชนในโลกนี้   ผู้มิได้สดับ...ย่อมมองเห็นรูปว่าเป็นอัตตาบ้าง   ย่อมเห็นอัตตาว่ามีรูปบ้าง    ย่อมมองเห็นรูปในอัตตาบ้าง    ย่อมมองเห็นอัตตาในรูปบ้าง   ย่อมมองเห็นเวทนา...สัญญา...สังขารทั้งหลาย...วิญญาณ  (ทำนองเดียวกัน)  โดยนัยดังกล่าวนั้น   การมองเห็นนี้แล   ก็กลายเป็นความปักใจยึดถือของเขาว่า    "ตัวเรามี/ตัวเราเป็น"

 

(สํ.ข.17/94/57)

 

"ภิกษุทั้งหลาย รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็นอนัตตา

 

สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้น พึงเห็นด้วยสัมมาปัญญา ตามที่มันเป็นว่า นั่นไม่ใช่ของเรา มิใช่เราเป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา"

 

(สํ.ข.17/42/28)

 

 

"ภิกษุทั้งหลาย รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ ไม่เที่ยง...เป็นทุกข์ ...เป็นอนัตตา

 

แม้สภาวะที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยในรูป ฯลฯ วิญญาณเกิดขึ้น ก็ไม่เที่ยง...เป็นทุกข์ ...เป็นอนัตตา

 

รูป    ฯลฯ    วิญญาณ    ซึ่งเกิดจากสภาวะที่ไม่เที่ยง...เป็นทุกข์ ...เป็นอนัตตา จักเป็นของเที่ยง...เป็นสุข...เป็นอัตตา ได้จากที่ไหน"

 

(สํ.ข.17/45-47/29-30 - แปลรวบความ ในบาลีท่านแยกพูดทีละอย่าง)

[ถูกอ้างถึง 1]

 "ท่านเอย อริยสาวก ผู้ได้เรียนสดับแล้ว ได้พบเห็นอริยชนทั้งหลาย ฉลาดในอริยธรรม ฝึกอบรมดีแล้วในอริยธรรม

 

ได้พบเห็นสัตบุรุษทั้งหลาย ฉลาดในสัปปุริสธรรม ฝึกอบรมดีแล้วในสัปปุริสธรรม

 

ย่อมไม่มองเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอัตตา

 

ไม่มองเห็นอัตตามีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ

 

ไม่มองเห็นมีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ ในอัตตา

 

ไม่มองเห็นอัตตา ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ

 

 

"อริยสาวกนั้น รู้ชัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นสิ่งปรุงแต่ง

 

เป็นฆาตกรตัวจริง ตามที่มันเป็นว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นสิ่งปรุงแต่ง เป็นฆาตกรตัวจริง"

 

 

"อริยสาวกนั้น ไม่ยึดติด ไม่ถือค้างไว้ ไม่มั่นหมายปักใจ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เป็นตัวของเรา

 

อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ที่อริยสาวกนั้น ไม่ยึดติด ไม่ถือมั่นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขตลอดกาลนาน"

 

อ้างอิง *

 

* สํ.ข.17/207/139) (แปลรวบความ เป็นภาษิตของพระสารีบุตร

 

* ข้อความว่า ไม่เห็นรูปเป็นตน ไม่เห็นตนมีรูป ไม่เห็นรูปในตน ไม่เห็นตนในรูปนั้น ถ้าจะใช้เป็นคำศัพท์สั้นๆ ก็ตรงกับคำในวิสุทธิมรรรคว่า

 

น อตฺตา ไม่เป็นตน

น อตูตโน ไม่ใช่ของตน

น อตฺตนิ ไม่ใช่ในตน

น อตฺตวตี ไม่ใช่มีตน

 

(ดู วิสุทธิ.3/194 )

 

วิสุทธิมรรรคแสดงวิธีพิจารณาให้เห็นความว่างจากตัวตนโดยใช้คำพิจารณามากมาย หลายแง่ เช่น

กำหนดพิจารณารูปว่า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ ไม่ใช่นระ ไม่ใช่มาณวะ ไม่ใช่สตรี ไม่ใช่บุรุษ ไม่ใช่อัตตา

ไม่ใช่อัตตนิยะ (เนื่องในตน) ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของผู้อื่น ไม่ใช่ของใครๆ

 

(วิสุทธิ.3/293-6)

"แนะท่านคหบดี อย่างไร จึงชื่อว่าป่วยทั้งกาย ป่วยทั้งใจ ?

 

ในข้อนี้  ปุถุชนผู้มิได้เรียนสดับ ไม่ได้พบเห็นอริยชนทั้งหลาย ไม่ฉลาดในอริยธรรม ไม่ได้ฝึกอบรมในอริยธรรม...

 

ย่อมมองเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นตน (อัตตา)

 

มองเห็นตน มีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ

 

มองเห็นรูป    เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในตน

 

มองเห็นตน   ในรูป   ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ  อยู่ด้วยความรู้สึกรุมเร้าว่า รูปเป็นเรา รูปของเรา

 

เวทนาเป็นเรา เวทนาของเรา

 

สัญญาเป็นเรา สัญญาของเรา

 

สังขารเป็นเรา สังขารของเรา

 

วิญญาณเป็นเรา วิญญาณของเรา

 

 

"เมื่อเขาอยู่ด้วยความรู้สึกรุมเร้าว่า รูปเป็นเรา รูปของเรา ฯลฯ

 

วิญญาณเป็นเรา   วิญญาณของเรา

 

รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ    ย่อมแปรปรวนไป กลายเป็นอย่างอื่น 

 

เขาย่อมเกิดความโศกเศร้า   ความคร่ำครวญ  ความทุกข์   โทมนัส และความคับแค้นผิดหวัง

 

เพราะการที่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนไป กลายเป็นอย่างอื่น"

 

สํ.ข.17/4-5/3-7 (ท่านแปลรวบความ ภาษิตของพระสารีบุตร)

 

"แนะท่านคหบดี อย่างไร  จะชื่อว่า  ป่วยแต่กาย   ไม่ป่วยใจ ?

 

ในข้อนี้  อริยสาวกผู้ได้เรียนสดับแล้ว...ย่อมไม่มองเห็น   รูป   เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นตน (อัตตา)

 

ไม่มองเห็นตน  มีรูป  มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ

 

ไม่มองเห็นรูป    เวทนา   สัญญา สังขาร วิญญาณ ในตน

 

ไม่มองเห็นตน   ในรูป   ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ  ไม่อยู่ด้วยความรู้สึกรุมเร้าว่า รูปเป็นเรา รูปของเรา

 

เวทนาเป็นเรา เวทนาของเรา  สัญญาเป็นเรา สัญญาของเรา  สังขารเป็นเรา สังขารของเรา วิญญาณเป็นเรา วิญญาณของเรา

 

 

"เมื่ออริยสาวกนั้น    ไม่อยู่ด้วยความรู้สึกรุมเร้าว่า     รูปเป็นเรา รูปของเรา ฯลฯ  วิญญาณเป็นเรา   วิญญาณของเรา

 

รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ    ย่อมแปรปรวนไป กลายเป็นอย่างอื่น 

 

เธอก็ไม่เกิดความโศกเศร้า   ความคร่ำครวญ  ความทุกข์   โทมนัส  และความคับแค้น   ผิดหวัง  เพราะ

 

การที่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนไป กลายเป็นอย่างอื่น"

 

"ภิกษุทั้งหลาย   อย่างไร    จึงจะมีความไม่กระวนกระวาย   ที่เกิดจากความไม่ถือมั่น ?     ในข้อนี้   อริยสาวกผู้ได้เรียนสดับแล้ว...

 

ย่อมไม่มองเห็นรูปเป็นตน ไม่มองเห็นตนมีรูป ไม่มองเห็นตนในรูป   ไม่มองเห็นรูปในตน

 

ถึงรูปของเธอนั้น    จะแปรปรวนไป    กลายเป็นอย่างอื่น   เธอก็ไม่มีวิญญาณที่หมุนคล้อยไปตามความแปรปรวนของรูป

 

เพราะการที่รูปแปรปรวนไปกลายเป็นอย่างอื่นนั้นด้วย

 

ความกระวนกระวาย   และประดาความรู้สึกนึกคิด (ธรรมสมุปบาท) ที่เกิดจากการหมุนคล้อยไปตามความแปร

 

ปรวนของรูป   ก็ครอบงำจิตของเธอไม่ได้

 

"เพราะการที่จิตไม่ถูกครอบงำ เธอย่อมไม่มีความหวั่นหวาด ไม่มีความคับแค้นใจ ไม่มีความห่วงหาอาลัย

 

เพราะไม่ถือมั่น   จึงไม่กระวนกระวาย"

 

(เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ทำนองเดียวกัน)

 

(สํ.ข.17/33/22)

 

"ภิกษุทั้งหลาย    เมื่อรู้แล้วซึ่งความเป็นอนิจจัง   ความแปรปรวนไป จางคลายไป ดับไปของรูป มองเห็นอยู่

 

ด้วยสัมมาปัญญา ตามที่มันเป็นว่า รูปในกาลก่อนก็ดี รูปทั้งปวงในบัดนี้ก็ดี ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์

 

มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดังนั้น  ก็ย่อมละความโศกเศร้า ความคร่ำครวญ ความทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นผิดหวังได้

 

เพราะละความโศก ฯลฯ ได้ก็ไม่กระวนกระวาย เมื่อไม่กระวนกระวาย ก็อยู่เป็นสุข

 

ภิกษุผู้อยู่เป็นสุข เราเรียกว่า ผู้นิพพานเฉพาะกรณีนั้นๆ   (ตทังคนิพพุตะ)

 

(เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ทำนองเดียวกัน)

 

(สํ.ข.17/88/54)

"ปุถุชน ผู้มิได้เรียนสดับนั้น    ย่อมมนสิการโดยไม่แยบคาย    (อโยนิโสมนสิการ)    อย่างนี้ว่า  ในอดีตกาล

 

อันยาวนาน    เราได้มีแล้วหรือหนอ ...หรือว่าเรามิได้มี...เราได้เป็นอะไรหนอ...เราได้เป็นอย่างไรหนอ...

 

เราเป็นอะไรแล้วจึงได้เป็นอะไรหนอ

 

ในอนาคตกาลอันยาวนาน เราจักมีหรือหนอ ...หรือว่าเราจักไม่มี...เราจักเป็นอะไรหนอ...เราจักเป็นอย่างไรหนอ...

 

เราจักเป็นอะไรแล้วจึงจะเป็นอะไรหนอ

 

หรือปรารภกาลปัจจุบันในบัดนี้     มีความสงสัยขึ้นภายในว่า    เรามีอยู่หรือ   หรือว่าเราไม่มี เราเป็นอะไรหนอ

 

เราเป็นอย่างไรหนอ สัตว์นี้มาจากไหนหนอ    สัตว์นั้นจักไป ณ ที่ใดหนอ ?

 

 

 

"เมื่อปุถุชนนั้น   มนสิการโดยไม่แยบคายอย่างนี้   ทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งในทิฏฐิ ๖ อย่าง ย่อมเกิดขึ้น คือ

 

เขาย่อมเกิดทิฏฐิ (ยึดถือ) เอาเป็นจริงเป็นแท้ว่า เรามีอัตตา ...เราไม่มีอัตตา ...เรากำหนดรู้อัตตาด้วย

 

อัตตา ...เรากำหนดรู้สภาวะที่มิใช่อัตตาด้วยอัตตา ...เรากำหนดรู้อัตตาด้วยสภาวะที่มิใช่อัตตา

 

หรือมิฉะนั้น ก็จะมีทิฏฐิว่า อัตตาของเรานี้แหละที่เป็นตัวบงการ เป็นผู้เสวย ประสบวิบากแห่งกรรมที่ดีและชั่ว

 

ณ ที่นั้นๆ เป็นสภาวะที่เที่ยงแท้ ยั่งยืน คงอยู่ตลอดไป มีความไม่ผันแปรเป็นธรรมดา จ้กยังคงอยู่อย่างนั้น เสมอตลอดไป

 

ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกทิฏฐิ   รกชัฏแห่งทิฏฐิ   กันดารแห่งทิฏฐิ เสี้ยนหนามทิฏฐิ ความดิ้นรนแห่งทิฏฐิ ทิฏฐิเครื่องผูกมัดสัตว์

 

ปุถุชน ผู้มิได้เรียนสดับ   ซึ่งถูกทิฏฐิเครื่องผูกมัดรัดตัวไว้   ย่อมไม่พ้นจาก ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ

 

ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมไม่พ้นจากทุกข์

"ภิกษุทั้งหลาย    ส่วนอริยสาวก ผู้ได้เรียนสดับแล้ว ฯลฯ  ย่อมรู้ชัดธรรมที่ควรมนสิการ ย่อมรู้ชัดธรรมที่ไม่ควรมนสิการ

 

ย่อมไม่มนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ    ย่อมมนสิการธรรมที่ควรมนสิการ

 

 

"ธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ซึ่งอริยสาวกไม่มนสิการ เป็นไฉน ? กล่าวคือ เมื่ออริยสาวกมนสิการธรรมเหล่าใด

 

กามาสวะก็ดี ภวาสวะก็ดี อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เจริญ เหล่านี้คือ

 

ธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ซึ่งอริยสาวกไม่มนสิการ

 

 

"ธรรมที่ควรมนสิการ    ซึ่งอริยสาวกมนสิการ เป็นไฉน ? กล่าวคือ เมื่ออริยสาวกมนสิการธรรมเหล่าใด

 

กามาสวะก็ดี ภวาสวะก็ดี อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิด ก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ถูกละเสียได้ เหล่านี้

 

คือ ธรรมที่ควรมนสิการ   ซึ่งอริยสาวกย่อมมนสิการ

 

"เพราะอริยสาวกนั้น ไม่มนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ และมนสิการธรรมที่ควรมนสิการ อาสวะทั้งหลาย

 

ที่ยังไม่เกิด ก็จะไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ก็จะถูกละเสียได้

 

 

"อริยสาวกนั้น    ย่อมมนสิการโดยแยบคาย    (โยนิโสมนสิการ)   ว่านี้ทุกข์...นี้เหตุให้เกิดทุกข์...นี้ความดับทุกข์...

 

นี้ปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์    เมื่ออริยสาวกนั้น    มนสิการโดยแยบคายอย่างนี้ 

 

สังโยชน์ ๓ ย่อมถูกละเสียได้ กล่าวคือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส"

 

(ม.มู.12/12/14)

 

======================

พุทธพจน์ เกี่ยวกับไตรลักษณ์ (8)

 

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)

 

 

"ไม่นานเลย เรา พร้อมทั้งหมู่สาวก ก็จักปรินิพพาน เหมือนไฟดับไปเพราะสิ้นเชื้อ. เรือนกายร่างนี้ที่ทรงไว้ซึ่งคุณสมบัติ วิจิตรด้วยวรลักษณ์ทั้ง 32 ประการ มีเดชหาที่เทียบเทียมมิได้ กับทั้งทศพลและประดาฤทธิ์ ฉายประภาฉัพพรรณรังสี สว่างไสวทั่วทศทิศ ดุจดังดวงอาทิตย์ศตรังสี ก็จักลับดับหาย สังขารทั้งหมดทั้งหลายไร้แก่นสาร ล้วนว่างเปล่าดังนี้แหละหนอ"

 

 

 

"ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนพาล ทั้งบัณฑิต ทั้งคนมี ทั้งคนจน ล้วนเดินหน้าไปหาความตาย ทั้งนั้น. ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำแล้ว ทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งสุกและดิบ ล้วนมีความแตกทำลายเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ก็มีความตายเป็นที่สุด ฉันนั้น"

 

 

 

"วัยของเราหง่อมแล้ว, ชีวิตของเรายังอยู่เพียงเล็กน้อย, เราจะจากพวกเธอไป, เราได้ทำสรณะให้แก่ตนแล้ว. ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีความประพฤติดีงาม มีความดำริมั่นคง จงตามรักษาจิตของตน. ผู้ใดในธรรมวินัยนี้ จักเป็นอยู่อย่างไม่ประมาท, ผู้นั้นจะละชาติสงสาร กระทำความจบสิ้นทุกข์ได้"

 

 

 

"ภิกษุทั้งหลาย ปัจจุบันนี้ เมื่อจะกล่าวให้ถูกต้อง พึงกล่าวว่า ชีวิตของมนุษย์นั้นน้อย เป็นของนิดหน่อย พลันลับหาย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก, พึงตริตรองการด้วยความรู้คิด พึงทำความดีงาม (กุศล) พึงครองชีวิตประเสริฐ (พรหมจรรย์), ผู้เกิดมาแล้ว ที่จะไม่ตาย เป็นไม่มี"

 

 

 

"บัดนี้คนที่มีอายุอยู่ได้นาน ก็อยู่ได้เพียงร้อยปี หรือเกินกว่าเล็กน้อย. ผู้ที่มีชีวิตอยู่ถึงร้อยปี ก็อยู่ได้เพียง 300 ฤดู เท่านั้น...ผู้ที่อยู่ครบ 300 ฤดู ก็อยู่ได้เพียง 1,200 เดือน...ผู้ที่อยู่ครบ 1,200 เดือน ก็อยู่ได้เพียง 2,400 ปักษ์...ผู้ที่อยู่ครบ 2,400 ปักษ์ ก็อยู่ได้เพียง 36,000 ราตรี...ผู้ที่อยู่ครบ 36,000 ราตรี ก็บริโภคอาหารเพียง 72,000 มื้อ คือ ฤดูหนาว 24,000 มื้อ ฤดูร้อน 24,000 มื้อ ฤดูฝน 24,000 มื้อ ทั้งนี้ นับรวมทั้งเวลาที่ดื่มนมมารดา และที่มีอันตราย (เหตุขัดข้อง) ต่อการบริโภคอาหารด้วย"


 


"อันตรายต่อการบริโภคอาหารมีดังนี้ คือ โกรธแล้ว ไม่บริโภคอาหารเสียบ้าง มีความทุกข์แล้ว ไม่บริโภคเสียบ้าง เจ็บไข้ จึงไม่ได้บริโภคเสียบ้าง รักษาอุโบสถ จึงไม่ได้บริโภคเสียบ้าง ไม่ได้อาหาร จึงไม่ได้บริโภคเสียบ้าง"

 

 

 

"ภิกษุทั้งหลาย อายุของมนุษย์ผู้เป็นอยู่ 100 ปี เราได้คำนวณนับแล้ว ประมาณอายุก็นับแล้ว ฤดู ปี เดือน คืน วัน มื้ออาหาร อันตรายต่อการบริโภคอาหาร ก็ได้นับแล้ว ฉะนี้แล"

 

 

 

"ภิกษุทั้งหลาย กิจใดที่ศาสดาผู้อนุเคราะห์ ผู้แสวงประโยชน์แก่สาวกทั้งหลาย จะพึงทำด้วยอาศัยน้ำใจเกื้อกูล, กิจนั้นเราได้กระทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย"

 

 

 

"ภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง, เธอทั้งหลาย จงเพ่งพินิจ อย่าประมาท อย่าต้องเป็นผู้มีความเดือดร้อนใจในภายหลังเลย, นี้คือ อนุศาสนีของเรา สำหรับเธอทั้งหลาย"

 

 

 

"ภิกษุทั้งหลาย เมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์ตน (อัตตัตถะ) ก็ควรทีเดียว ที่จะยังประโยชน์ตนนั้นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท, เมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์ผู้อื่น (ปรัตถะ) ก็ควรทีเดียว ที่จะยังประโยชน์ผู้อื่นนั้นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท, เมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (อุภยัตถะ) ก็ควรทีเดียว ที่จะยังประโยชน์ทั้งสองฝ่ายนั้นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท"

 

 

 

- เร่งทำกิจ และเตรียมการเพื่ออนาคต

 

 

 

"ความไม่ประมาท เป็นทางไม่ตาย, ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย. ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย, คนประมาทเหมือนคนตายแล้ว ฯลฯ ผู้ไม่ประมาท เพ่งพินิจอยู่ ย่อมประสบความสุขอันไพบูลย์"

 

 

 

"เพราะฉะนั้น ในชีวิตที่เหลืออยู่นี้ ทุกคนควรกระทำกิจหน้าที่ และไม่พึงประมาท"

 

 

 

"บรรพชิตพึงพิจารณาเนืองๆ ว่า วันคืนล่วงไป บัดนี้เราทำอะไรอยู่"

 

 

 

"อย่าปล่อยโอกาสให้ผ่านเลยไปเสีย...พึงถอนลูกศรที่เสียบตัวออกเสีย ด้วยความไม่ประมาท และด้วยวิชชา"

 

 

 

"รู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์แก่ (ชีวิต) ตน ก็ควรรีบลงมือทำ"

 

 

 

"ในเวลาที่ควรลุกขึ้นทำงาน ไม่ลุกขึ้นทำ. ทั้งที่ยังหนุ่มแน่นมีกำลัง กลับเฉื่อยชา ปล่อยความคิดให้จมปลัก เกียจคร้าน มัวซึมเซาอยู่ ย่อมไม่ประสบทางแห่งปัญญา"

 

 

 

"คนที่เรียนรู้ (สุตะ) น้อยนี้ ย่อมแก่เหมือนโคถึก. เนื้อของเขาย่อมเจริญ (แต่) ปัญญาของเขาหาเจริญไม่"

 

 

 

"เมื่อยังหนุ่มสาว พรหมจรรย์ก็ไม่บำเพ็ญ ทรัพย์ก็ไม่หาเอาไว้ (ครั้นแก่เฒ่าลง) ก็ต้องนั่งซบเซา เหมือนนกกระเรียนแก่ จับหงอยอยู่กับเปือกตมที่ไร้ปลา"

 

 

 

"เมื่อยังหนุ่มสาว พรหมจรรย์ก็ไม่บำเพ็ญ ทรัพย์ก็ไม่หาเอาไว้ (ครั้นแก่เฒ่า) ก็ได้แต่นอนทอดถอนถึงความหลัง เหมือนดังลูกศรที่เขายิงตกไปแล้ว (หมดพิษสง)"

 

 

 

"ผลประโยชน์ทั้งปวง ตั้งอยู่ที่หลัก 2 ประการ คือ การได้สิ่งที่ยังไม่ได้ และการรักษาสิ่งที่ได้แล้ว"

=============================

บทสวดมนต์เกี่ยวกับไตรลักษณ์

--------------------------------------------

ติลักขณาทิคาถา

 

 (หันทะ มะยัง ติลักขะณาทิคาถาโย ภะณามะ เส)

 

สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ..........ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ,

 

เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง,

 

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข............เอสะ มัคโค วิสุทธิยา,

 

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง,

นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด,

 

สัพเพ สังขารา ทุกขาติ.............ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ,

 

เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์,

 

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข............เอสะ มัคโค วิสุทธิยา,

 

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง,

นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด,

 

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ.............ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ,

 

เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา,

 

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข............เอสะ มัคโค วิสุทธิยา,

 

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง,

นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด,

 

อัปปะกา เต มะนุสเสสุ...............เย ชะนา ปาระคามิโน,

 

ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ผู้ที่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานมีน้อยนัก,

 

อะถายัง อิตะรา ปะชา..............ตีระเมวานุธาวะติ,

 

หมู่มนุษย์นอกนั้น ย่อมวิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งในนี่เอง,

 

เย จะ โข สัมมะทักขาเต...........ธัมเม ธัมมานุวัตติโน,

 

ก็ชนเหล่าใดประพฤติสมควรแก่ธรรม ในธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว,

 

เต ชะนา ปาระเมสสันติ............มัจจุเธยยัง สุทุตตะรัง,

 

ชนเหล่านั้นจักถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน ข้ามพ้นบ่วงแห่งมัจจุที่ข้ามได้ยากนัก,

 

กัณ๎หัง ธัมมัง วิปปะหายะ.........สุกกัง ภาเวถะ ปัณฑิโต,

 

จงเป็นบัณฑิตละธรรมดำเสีย แล้วเจริญธรรมขาว,

 

โอกา อะโนกะมาคัมมะ............วิเวเก ยัตถะ ทูระมัง,

ตัต๎ราภิระติมิจเฉยยะ...............หิต๎วา กาเม อะกิญจะโน,

 

จงมาถึงที่ไม่มีน้ำ จากที่มีน้ำ, จงละกามเสีย, เป็นผู้ไม่มีความกังวล,

จงยินดีเฉพาะต่อพระนิพพานอันเป็นที่สงัด ซึ่งสัตว์ยินดีได้โดยยาก,

 

ปะริโยทะเปยยะ อัตตานัง........จิตตัก๎เลเสหิ ปัณฑิโต,

 

บัณฑิตควรยังตนให้ผ่องแผ้ว จากเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตทั้งหลาย,

 

เยสัง สัมโพธิยังเคสุ................สัมมา จิตตัง สุภาวิตัง,

 

จิตอันบัณฑิตทั้งหลายเหล่าใด

อบรมดีแล้วโดยถูกต้องในองค์เป็นเหตุตรัสรู้ทั้งหลาย,

 

อาทานะปะฏินิสสัคเค..............อะนุปาทายะ เย ระตา,

 

บัณฑิตทั้งหลายเหล่าใด ไม่ถือมั่นยินดีแล้วในอันสละความยึดถือ,

 

ขีณาสะวา ชุติมันโต...............เต โลเก ปะรินิพพุตตาติ,

 

บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ไม่มีอาสวะ

มีความโพลงดับสนิทในโลกดังนี้แล.

=============================

บทพิจารณาตนเองในไตรลักษณ์

 

สัพเพ สังขารา อะนิจจา,

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง, รูปสังขารคือร่างกาย นามสังขารคือใจปรุงแต่ง ทั้งรูป-นามทั้งหลายก็ไม่เที่ยง, เกิดขึ้นแล้วย่อมแปรปรวนเปลี่ยนไป,

 

สัพเพ สังขารา ทุกขา,

สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์, รูปสังขารคือร่างกาย นามสังขารคือใจปรุงแต่ง ทั้งกาย-ใจก็เป็นตัวทุกข์, เพราะทนอยู่สภาพเดิมได้ยาก ต้องเสื่อมสิ้นไป

 

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ,

ธรรมทั้งหลายทั้งปวง สิ่งทั้งหลาย ทั้งรูปทั้งนาม ทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นอนัตตา, ที่เป็นสังขารและมิใช่สังขาร เป็นธาตุสี่และไม่เป็นธาตุสี่ ก็มิใช่เป็นตน มิใช่เป็นของๆ ตน, ไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

 

บังคับไม่ได้ เสื่อมสิ้นไปสูญไปในที่สุด เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง.

 

อะธุวัง ชีวิตัง, ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของไม่แน่

ธุวัง มะระณัง, ความตายเป็นของยั่งยืน ต้องตายแน่ๆ

อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง, อันเราจะพึงตายแน่แท้

มะระณะปะริโยสานัง เม ชีวิตัง, เพราะชีวิตมีความตายเป็นที่สุดรอบ

ชีวิตัง เม อะนิยะตัง, ชีวิตของเรา เป็นของไม่แน่

มะระณัง เม นิยะตัง, ความตายเป็นของเราแน่

วะตะ อะยัง กาโย, ควรแล้วที่จะสังเวชในร่างกายของเรานี้

อะจิรัง, ไม่คงทน ไม่คงที่ ไม่เหมือนเดิม

อะเปตะวิญญาโณ ปราศจากวิญญาณ

ฉุฑโฑ, อันเขาทิ้งไปเสียแล้ว

อะธิเสสะติ, จักนอนทับ ล้มลง

ปะฐะวิง, ซึ่งแผ่นดิน

กะลิงคะลัง อิวะ, ประดุจดังว่าท่อนไม้ท่อนฟืน

นิรัตถัง, หาประโยชน์แก่ตนมิได้-แล.

Aaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaa

สังเวคปริกิตตนปาฐะ

 

อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน

พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้ ;

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ

เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ;

ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก,

และพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์ ;

อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก,

เป็นเครื่องสงบกิเลส, เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ;

สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต ;

เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม, เป็น ธรรมที่พระสุคตประกาศ ;

มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ : -

พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว, จึงได้รู้อย่างนี้ว่า : -

ชาติปิ ทุกขา, แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ ;

ชะราปิ ทุกขา, แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ ;

มะระณัมปิ ทุกขัง, แม้ความตายก็เป็นทุกข์ ;

โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา,

แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์ ;

อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข

ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ;

ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข,

ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ;

ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง,

มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ ;

สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา,

ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์ ;

เสยยะถีทัง,

ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ :-

รูปูปาทานักขันโธ,

ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือรูป ;

เวทะนูปาทานักขันโธ,

ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือเวทนา ;

สัญญูปาทานักขันโธ,

ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสัญญา ;

สังขารูปาทานักขันโธ,

ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสังขาร ;

วิญญาณูปาทานักขันโธ,

ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือวิญญาณ ;

เยสัง ปะริญญายะ,

เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์ เหล่านี้ เอง,

ธะระมาโน โส ภะคะวา,

จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่,

เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ,

ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลาย เช่นนี้เป็นส่วนมาก ;

เอวังภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตติตะติ,

อนึ่ง คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลาย, ส่วนมาก, มีส่วนคือการจำแนกอย่างนี้ว่า :-

รูปัง อะนิจจัง, รูปไม่เที่ยง

เวทะนา อะนิจจา, เวทนาไม่เที่ยง

สัญญา อะนิจจา, สัญญาไม่เที่ยง

สังขารา อะนิจจา, สังขารไม่เที่ยง

วิญญาณัง อะนิจจัง, วิญญาณไม่เที่ยง

รูปัง อะนัตตา, รูปไม่ใช่ตัวตน

เวทะนา อะนัตตา, เวทนาไม่ใช่ตัวตน

สัญญาอะนัตตา, สัญญาไม่ใช่ตัวตน

สังขาราอะนัตตา, สังขารไม่ใช่ตัวตน

วิญญาณัง อะนัตตา, วิญญาณไม่ใช่ตัวตน

สัพเพ สังขารา อะนิจจา,

สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ

ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน ดังนี้.

เต (ตา) มะยัง โอติณณามหะ,

พวกเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว ; ชาติยา,โดยความเกิด;

ชะรามะระเณนะ, โดยความแก่และความตาย ;

โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปยาเสหิ, โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ทั้งหลาย ;

ทุกโขติณณา, เป็นผู้ถูกความทุกข์ หยั่งเอาแล้ว ;

ทุกขะปะเรตา, เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว ;

อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขันขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ.

ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ . จะพึ่งปรากฏชัด แก่เราได้.

 

สำหรับพระภิกษุและสามเณรสวด

 

จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง

เราทั้งหลาย อุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ไกลจากกิเลส

ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น

สัทธา อะคารัสมา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา

เป็นผู้มีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว

ตัสมิง ภะคะวะติ พรัห์มะจะริยัง จะรามะ

ประพฤติซึ่งพรหมจรรย์ในคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา

ถึงพร้อมด้วยสิกขา และธรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิตของภิกษุทั้งหลาย

ตัง โน พรัห์มะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ

ขอให้พรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ ฯ

 

สำหรับอุบาสก อุบาสิกาสวด

 

จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา,

เราทั้งหลายผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น เป็นสรณะ

ธัมมัญจะ สังฆัญจะ, ถึงพระธรรมด้วย, ถึงพระสงฆ์ด้วย

ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ,

จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นตามสติกำลัง

สา สา โน ปะฏิปัตติ,

ขอให้ความปฏิบัตินั้น ๆ ของเราทั้งหลาย ;

อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ.

จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ เทอญ.


=================================


📚 เปิดโลกแห่งการเรียนรู้กับ “ร้านหนังสือสำนักพิมพ์ทองใบ”

Link:

 

รวมหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (eBook) คุณภาพมากกว่า 300 เรื่อง ที่คัดสรรและเรียบเรียงโดย

พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร

ครอบคลุมเนื้อหาหลากหลายสาขา อาทิ

พระพุทธศาสนาและพระไตรปิฎก
ประวัติศาสตร์และอารยธรรมโลก
เศรษฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การศึกษาและการพัฒนาตนเอง
เครื่องรางของขลังและวัฒนธรรมไทย
ชีวประวัติบุคคลสำคัญ
ภาษา บาลี และวรรณคดี
สารานุกรมและพจนานุกรมเฉพาะทาง

ทุกเล่มสามารถอ่านได้ทันทีบนสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์

🌟 อ่านง่าย ได้สาระ และสามารถศึกษาค้นคว้าได้ตลอดชีวิต

หากท่านกำลังมองหาหนังสือดี ๆ ที่ช่วยเพิ่มพูนความรู้ พัฒนาปัญญา และต่อยอดความสำเร็จในชีวิต

"หนังสือเพียงหนึ่งเล่ม อาจเปลี่ยนความคิดของท่านได้ตลอดกาล"

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

คู่มือการดำรงตนอย่างมีความสุขของผู้สูงอายุในศตวรรษที่ 21

  คู่มือการดำรงตนอย่างมีความสุขของผู้สูงอายุในศตวรรษที่ 21 ด้วยหลักสามัญญลักษณะ สารบัญ 1.เรื่อง”สามัญญลักษณะ” 2.ธรรมะสำหรับผู้สูงอาย...